Sunday, October 27, 2013

การศึกษาพระคัมภีร์

"พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ เป็นประโยชน์ในการสอนการตักเตือนว่ากล่าวการปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม" (2 ทิโมธี 3:16)

จากพระคัมภีร์ตอนนี้ ทำให้เราพบว่า การศึกษาพระคัมภีร์นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเรา 4 ประการ คือ
     1. การสอน : ชีวิตของเราจะเป็นเช่นไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเรา การสอนจะเป็นการวางรากฐานความเชื่อและแนวความคิดที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิตคริสเตียน
     2. การตักเตือน :  เป็นเหมือนกรอบที่ปกป้องเราไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง การตักเตือนจะเป็นสิ่งที่ชี้ให้เราเห็นว่า ทำผิดพลาดอะไร
     3. การแก้ไข : จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น นำสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกไป และนำสิ่งใหม่ที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์เข้ามาในชีวิต
     4. การฝึกอบรม : เป็นการฝึกฝนเราให้เดินอยู่ในทางแห่งความชอบธรรมและในทางที่เราควรจะเดินไป

ผู้เชื่อบางคนยังมีความเข้าใจผิดๆว่าพระคัมภีร์นั้นเก่าคร่ำครึ ล้าสมัยเกินไปที่จะนำมาใช้ในชีวิตปัจจุบัน จึงไม่สนใจที่จะอ่านและศึกษา แต่แท้ที่จริงแล้วพระคัมภีร์นั้นเป็นพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นจริงอยู่เสมอ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ทุกยุคทุกสมัย
     "เพราะว่า พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆแทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย" (ฮีบรู 4:12)

และก็ยังมีผู้เชื่อบางคนขาดความเชื่อถือในพระคัมภีร์ สงสัยในสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ ทำให้ไม่เห็นความสำคัญ ทำให้สิ่งนี้เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการเติบโตของชีวิตคริสเตียน การศึกษาพระคัมภีร์ต้องเริ่มต้นด้วยความเชื่อว่าพระคัมภีร์ไม่มีข้อผิดพลาด พระเยซูเองก็ได้ทรงยืนยันความน่าเชื่อถือของพระคัมภีร์ โดยพระองค์ได้ใช้พระวจนะต่อสู้กับมารด้วยสิทธิอำนาจ (มัทธิว 4:1-11) และพระองค์ทรงยืนยันว่าพระวจนะนั้นสำคัญทุกตัวอักษรและทุกขีดของตัวอักษร
"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่ แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆหนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด ได้เกิดขึ้นแล้ว" (มัทธิว 5:18)

ทำไมคริสเตียนต้องศึกษาพระคัมภีร์ ?

1. เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้า
    พระวจนะจะผ่านเข้ามาในชีวิตของเราได้หลายๆทาง ไม่ว่าจะเป็น การเทศนา คำพยาน การแบ่งปัน หนังสือประสบการณ์ชีวิต ซึ่งช่องทางเหล่านี้ล้วนเป็นการเรียนรู้ผ่านทางคนอื่น ไม่ใช่เรียนรู้จากพระเจ้าโดยตรง แต่ถ้าเราต้องการจะรู้จักพระเจ้าลึกซึ้งมากขึ้น ต้องเรียนรู้จากพระองค์โดยตรงผ่านทางพระวจนะ ต้องสัมผัสกับพระวจนะด้วยตัวเราเอง
"พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือ พระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา" (ยอห์น 1:14)

"ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต" (1 ยอห์น 1:1)

2. เพื่อบำรุงเลี้ยงจิตวิญญาณ
    ทารกต้องการน้ำนมจากแม่ในการบำรุงเลี้ยงร่างกายให้เติบโตฉันใด คริสเตียนก็จะต้องบำรุงเลี้ยงจิตวิญญาณให้เติบโตด้วยพระวจนะของพระเจ้าฉันนั้น
"เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ เพื่อโดยน้ำนมนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเจริญขึ้นสู่ความรอด" (1 เปโตร 2:2)

เราต้องปรับเปลี่ยนค่านิยมของเราให้เห็นคุณค่าของพระวจนะของพระเจ้า ให้รักและหิวกระหายหาพระวจนะอย่างไม่รู้จักพอ เหมือนดังเช่นดาวิดที่ได้พรรณาไว้ในพระธรรมสดุดี
"กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ และฟื้นฟูจิตวิญญาณ กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา ข้อบังคับของพระเจ้านั้นถูกต้อง กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์ พระบัญญัติของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง ความยำเกรงพระเจ้านั้นสะอาดหมดจด ถาวรเป็นนิตย์ กฎหมายของพระเจ้าก็สัตย์จริง และชอบธรรมทั้งสิ้น น่าปรารถนามากกว่าทองคำ ยิ่งกว่าทองนพคุณมากนัก หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง ที่หยดลงจากรวง" (สดุดี 19:7-10)

3. เพื่อเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ
    ผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณหมายถึงอะไร  ผู้ที่จบศาสนศาสตร์ ?  ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ ?
"เรื่องเกี่ยวกับมหาปุโรหิตนั้นมีมากและยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ เพราะว่าท่านทั้งหลายกลายเป็นคนหูตึงเสียแล้ว ถึงแม้ว่าขณะนี้ท่านทั้งหลายควรจะเป็นครูได้แล้ว แต่ท่านก็ต้องให้คนอื่นสอนท่านอีก ในเรื่องหลักธรรมเบื้องต้นแห่งพระวจนะของพระเจ้า ท่านทั้งหลายต้องกินน้ำนมไม่ใช่อาหารแข็ง เพราะว่าทุกคนที่ยังกินน้ำนมนั้น ยังไม่เข้าใจในเรื่องความชอบธรรม เพราะเขายังเป็นผู้เยาว์ อาหารแข็งเป็นอาหารสำหรับผู้ใหญ่ สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกหัดอบรมให้สามารถรู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว" (ฮีบรู 5:11-14)
 
ในพระธรรมข้อนี้จะเห็นว่า ผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณไม่ใช่ผู้รู้พระคัมภีร์มากๆ แต่คือคนที่ทำตามพระวจนะของพระเจ้า เป็นผู้ที่สามารถใช้พระวจนะนั้นในการแยกแยะความดีความชั่วออกจากกัน พระคัมภีร์จึงเป็นเครื่องมือของพระเจ้าที่ทรงใช้ในการพัฒนาฝ่ายจิตวิญญาณของเราให้เป็นผู้ใหญ่ คือการเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์
 
4.เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการใช้พระคัมภีร์
    เมื่อเราศึกษาและได้รับความจริงจากพระคัมภีร์โดยตรง จะทำให้เราเกิดความมั่นใจในความเข้าใจนั้น จะช่วยป้องกันเราจากการรับเอาความคิดเห็นของผู้อื่นโดยปราศจากการใคร่ครวญ ดังนั้นความจริงที่เราได้รับจากการศึกษาพระคัมภีร์โดยตรงจะเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้เราสามารถพิจารณาทัศนะคติของผู้อื่น หรือหนังสือคำพยานต่างได้อย่างถูกต้องตามหลักของพระคัมภีร์
 
5. เพื่อช่วยผู้อื่นให้รู้จักกับพระเจ้ามากขึ้น
    เราไม่มีทางจะช่วยผู้อื่นให้รู้จักกับพระเจ้ามากขึ้นได้ถ้าตัวเราเองไม่ได้รู้จักและมีประสบการณ์กับพระองค์เองก่อน เราจึงต้องเรียนรู้จักพระองค์ผ่านทางพระวจนะของพระองค์และดำเนินชีวิตตามหลักของพระวจนะนั้น เปาโลได้กำชับทิโมธีไว้ว่า
"จงเอาใจใส่ทั้งตัวท่านและคำสอนของท่าน จงยึดข้อที่กล่าวนี้ให้มั่น เพราะเมื่อกระทำดังนั้น ท่านจะช่วยทั้งตัวท่านเองและคนทั้งปวงที่ฟังท่านให้รอดได้" (1 ทิโมธี 4:16)
เราจะช่วยคนที่ไม่เชื่อให้รู้จักพระเจ้าได้ โดยการนำเขาด้วยการประกาศพระวจนะ และเราจะช่วยผู้เชื่อให้รู้จักพระเจ้ามากยิ่งขึ้น โดยการสั่งสอนพระวจนะ
 
ในการศึกษาพระคัมภีร์ให้เกิดผลนั้นยังต้องอาศัย ความมีวินัย ความทุ่มเท ความเพียรพยายาม ความหิวกระหาย และมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่อยากจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้น และแน่นอนที่ขาดไม่ได้คือการอธิษฐานขอการทรงนำจากพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระวจนะ
 
ขอพระเจ้าอวยพระพร
 
วิจิตร วารินทร์ศิริกุล
 

Thursday, October 24, 2013

พระธรรมยอห์น

1. เบื้องหลังการเขียน

                1.1  ผู้เขียน  ยอห์น มีความหมายว่า พระคุณของพระเจ้า เป็นบุตรเศเบดี (มธ4.21) มารดาชื่อ ซาโลเม (มก 15.40) เป็นผู้เขียนและผู้ซึ่งเห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง (19.35, 21.24) เป็นผู้ที่รู้จัพิธีกรรมของยิว รู้แนวความคิดของยิว รู้สภาพทางภูมิศาสตร์ของปาเลสไตน์ เช่น รู้ว่าหมู่บ้านเบธานีมี 2 แห่ง (1.28,12.1) และรู้ว่าทะเลกาลิลีมีอีกชื่อหนึ่งว่าทะเลทิเบเรียส (6.1, 21.1) มีบ้านพักอาศัยในกรุงเยรูซาเล็ม (19.17) รู้จักคุ้นเคยกับมหาปุโรหิต (18.15-16) เป็นศิษย์ของยอห์นผู้ให้บัพติศมา (1.35) เป็นอัครสาวก 1 ใน 12 คน เป็นน้องของยากอบ มีอาชีพเป็นชาวประมง (มก 1.19-20)  ใช้คำแทนตนในการเขียนว่า “สาวกที่พระองค์ทรงรัก” เป็น 1 ใน 3 สาวกที่ใกล้ชิดพระเยซูและได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดพระเยซูในเหตุการณ์สำคัญหลายๆครั้ง เช่น
                - ทรงเรียกลูกสาวไยรัสให้เป็นขึ้นจากตาย (มก 5.37, ลก 9.28)
                - ได้เห็นการจำแลงพระกาย (มก 9.2, ลก 9.28)
                - ใกล้ชิดพระเยซูขณะที่ทรงอธิษฐานในสวนเกทเซมาเน (มก 14.33)
                - ใกล้ชิดพระเยซูขณะที่ทรงถูกตรึงและได้รับมอบหมายให้ดูแลนางมารีย์แทนพระองค์
                   (ยน 19.26-27)

และในพระธรรมกิจการยังได้บันทึกว่า ยอห์นได้ร่วมรับใช้กับเปโตรในหลายแห่ง เช่
                - การรักษาคนง่อยที่ประตูพระวิหาร (กจ 3.1)
                - เป็นพยานอย่างกล้าหาญต่อหน้าสภาแซนเฮดริน (กจ 4.13)
                - ยอห์น ยากอบและเปโตรได้รับการบันทึกว่าเป็นเสาหลักของคริสตจักร (กท 2.9)

ลักษณะนิสัยของยอห์นเป็นคนอารมณ์ร้อน โกรธง่าย (มก 3.17) พระเยซูทรงให้ชื่อยากอบกับยอห์นว่า โบอาเนอเย หรือลูกฟ้าร้อง เพราะในตอนที่ชาวสะมาเรียไม่ยอมให้พระเยซูและสาวกผ่านไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ทำให้ยอห์นคิดจะทำลายชาวเมืองทั้งหมด (ลก 9.54)

                1.2  จุดประสงค์   ยอห์นได้บันทึกวัตถุประสงค์ในการเขียนไว้ชัดเจนใน 20.31 ว่า “แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้า และมีความเชื่อแล้วท่านก็จะมีชีวิตในพระนามของพระองค์” แต่อย่างไรก็ตาม ยอห์นเขียนขึ้นทั้งเพื่อการประกาศและหนุนใจผู้เชื่อให้ดำรงความเชื่อต่อไป และอีกเหตุผลหนึ่งคือ เป็นพระกิตติคุณที่เขียนขึ้นเป็นเล่มสุดท้ายและมีหลายอย่างที่ได้เพิ่มเติมเนื้อหาของพระกิตติคุณ 3 เล่มแรกให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

                1.3  ผู้รับ  เชื่อว่ายอห์นเขียนขึ้นเพื่อชาวยิวที่อยู่นอกปาเลสไตน์และพวกกรีก(พวกต่างชาติ) ซึ่งท่านมีความคิดเห็นว่ายิวในปาเลสไตน์นั้นปฏิเสธพระเยซู จึงไม่อยากให้ชาวยิวที่อยู่นอกปาเลสไตน์นั้นมีความคิดเช่นเดียวกัน ท่านต้องการให้คนเหล่านั้นทราบความจริงว่า พระเยซูเป็นพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อหนุนใจให้พวกเขาได้เชื่อและวางใจในพระองค์

                1.4  เวลาที่เขียน  เชื่อว่ายอห์นเขียนขึ้นประมาณปี ค.ศ. 85-90 สถานที่น่าจะเป็นเมืองเอเฟซัส
 
                1.5  ลักษณะพิเศษ  มีความแตกต่างจากพระกิตติคุณอีก 3 เล่ม
                - พระเยซูทรงประทับในกรุงเยรูซาเล็มหลายครั้ง (2.13, 5.1, 7.10, 12.12)
                - พระเยซูทรงร่วมปัสกามากกว่า 1 ครั้งในกรุงเยรูซาเล็ม (2.13, 6.4, 12.1)
   - ยอห์นได้อธิบายถึงความลึกลับของพระเยซูในฐานะเป็นบุคคลแม้ว่าพระองค์จะทรงเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ไม่ทรงเป็นเหมือนเขาเหล่านั้น พระองค์ทรงมีเอกลักษณ์ของตนเองและทรงความยิ่งใหญ่ ยอห์นได้ เปิดเผยให้เห็นถึงองค์พระเยซูคริสต์ในฐานะพระบุตรของพระเจ้า ดังที่ได้เห็นจากพระนามต่างๆ เช่น  พระวาทะ (1.1) พระเมษโปดก (1.29) พระเมสสิยาห์ (1.41) พระบุตรของพระเจ้า กษัตริย์ของอิสราเอล (1.49) พระผู้ช่วยให้รอด (4.42) องค์พระผู้เป็นเจ้า.....พระเจ้า (20.28) บางครั้งพระองค์ใช้คำว่า เราเป็น...  (6.35, 8.12, 10.7-14, 11.25, 14.6, 15.1,5) พระองค์อ้างว่าพระองค์คือพระเยโฮวาห์ (4.24,26, 8.24,28,58, 13.19)
                - ยอห์นได้เน้นให้เห็นถึงสภาพทางกายของพระเยซูในยามที่พระองค์ทรงยินดี หิว กระหายน้ำ  เป็นทุกข์  เจ็บปวด กรรแสงและสิ้นพระชนม์ ข้อเท็จจริงนี้แสดงถึงความเป็นมนุษย์ของพระเยซู

บทสนทนาของพระเยซูที่มีเฉพาะในพระธรรมยอห์น เป็นบทสนทนาที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘เราเป็น’ คือ
1. เราเป็นอาหารแห่งชีวิต (6.35)
2. เราเป็นความสว่างของโลก (8.12, 9.5)
3. เราเป็นประตู (ของแกะทั้งหลาย) (10.7)
4. เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี (10.11, 14)
5. เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต (11.25)
6. เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต (14.6)
7. เราเป็นเถาองุ่นแท้ (15.1)

2..  โครงเรื่องพระธรรมยอห์น

                1. คำนำ (บทที่ 1.1-18)

                2. การเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซู  (บทที่ 1.19-51)
                                2.1 พันธกิจของผู้เตรียมทาง                                                  บทที่ 1.19-34
                                2.2 สาวกของพระเยซู                                                            บทที่ 1.35-51
 
                 3. พันธกิจของพระเยซูกับมวลชน -การอัศจรรย์และคำสอน (บทที่ 2-11)
                                3.1 เปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น                                              บทที่ 2.1-11
                                3.2 การชำระพระวิหาร                                                           บทที่ 2.12-25
                                3.3 การพบปะนิโคเดมัส                                                        บทที่ 3.1-21
                                3.4 งานคู่ขนานกับยอห์น บัพติศโต                                     บทที่ 3.22-4.3
                                3.5 การเดินทางผ่านสะมาเรีย –หญิงที่บ่อน้ำ                        บทที่ 4.4-42
                                3.6 การรักษาบุตรชายของข้าราชการ                                    บทที่ 4.43-54
                                3.7 การเดินทางสู่เยรูซาเล็มเพื่อร่วมฉลองเทศกาล                               บทที่ 5
                                3.8 การเลี้ยงคน 5000 คนและคำสอนเรื่องอาหารแห่งชีวิต  บทที่ 6
                                3.9 พระเยซูร่วมเทศกาลฉลองพระวิหาร                              บทที่ 7-8
                                3.10 ทรงรักษาชายตาบอดแต่กำเนิด                                     บทที่ 9
                                3.11 คำอุปมาเรื่องผู้เลี้ยงที่ดี                                                   บทที่ 10.1-21
                                3.12 การโต้แย้งกับผู้นำศาสนายิว                                          บทที่ 10.22-39
                                3.13 พันธกิจในแคว้นเพอเรีย                                                              บทที่ 10.40-42
                                3.14 การเรียกลาซารัสให้ฟื้นจากความตาย                           บทที่ 11

                4. สัปดาห์สุดท้ายของพระเยซู  (บทที่ 12-19)
                                4.1 การชโลมพระบาทของพระเยซู                                      บทที่ 12.1-11   
                                4.2 การเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม                                              บทที่ 12.12-19
                                4.3 การมาของชนชาติกรีก                                                    บทที่ 12.20-36
                                4.4 ความไม่เชื่อของคนยิว                                                    บทที่ 12.37-50
                                4.5 คำสอนชุดสุดท้าย  (บทที่ 13-17)
                                                - คำสอนที่พิธีมหาสนิท                                         บทที่ 13-14
                                                - คำสอนที่เส้นทางสู่เกธเซมาเน                            บทที่ 15-16
                                                - การอธิษฐานอ้อนวอนของพระเยซู                     บทที่ 17

                                4.6 การถูกทรยศและถูกจับกุม                                             บทที่ 18.1-12
                                4.7 การถูกสอบสวน                                                              บทที่ 18.13-19.15
                                4.8 การถูกตรึงกางเขนและการฝังพระศพ                            บทที่ 19.16-42

                5. การฟื้นคืนพระชนม์  (บทที่ 20.1-29)

                 6. จุดประสงค์ของการบันทึก  (บทที่ 20.30-31)

                7. บทส่งท้าย  (บทที่ 21)

4.  บทสรุป

                 หลายคนเชื่อว่ามีพระเจ้า ซึ่งถือว่าป็นสิ่งที่ดี แต่คนเหล่านี้ก็ยังจะไม่ได้รับชีวิตนิรันดร์ เพราะเขาจะต้องเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าด้วย และที่สำคัญจำเป็นจะต้องเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่จะให้ชีวิตนิรันดร์ได้
1.  เราต้องเชื่อในการอัศจรรย์ของพระเยซูคริสต์ (2.11)
2. เชื่อในคำพยานของพระองค์ (4.39, 17.20)
3. พระเยซูทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า (3.16)
4. พระองค์ทรงเป็นทางเดียวไปสู่พระบิดา (14.6)
5. คำพยานของพระองค์ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น (18.37)
6. เราเพียงเชื่อเท่านั้นก็จะได้ชีวิตนิรันดร์ (1.12)
7. ผู้เชื่อที่ได้รับชีวิตนิรันดร์เท่านั้นจึงสามารถรู้จักพระบุตรและพระบิดาผู้ซึ่งใช้พระองค์มา (17.3)

** เกร็ดความรู้  พระธรรมยอห์นมีควมแตกต่างจากพระกิตติคุณเล่มอื่น **

1.    พระธรรมยอห์นไม่ได้กล่าวถึงการประสูติ บัพติศมา การทดลองในถิ่นทุรกันดาร การรับประทาน   อาหารมื้อสุดท้าย เหตุการณ์ในสวนเกทเซมาเน และการเสด็จกลับสู่สวรรค์
2.    ไม่ได้กล่าวถึงคำอุปมาของพระเยซูไว้เลย หรือการขับผี คำตรัสของพระเยซูมักจะบันทึกรายละเอียดไว้ยาวเป็นบทๆ
3.    ราชกิจส่วนใหญ่ของพระองค์อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มและแคว้นยูเดีย แทนที่จะอยู่ในแคว้นกาลิลีเหมือนที่บันทึกไว้ในพระกิตติคุณอีกสามเล่ม โดยเฉพาะหลังจากยอห์น บทที่ 10 พระเยซูทำราชกิจในเยรูซาเล็มทั้งหมด ในอีก 3 เล่มนั้นพระเยซูเข้ามาในเยรูซาเล็มแค่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนถูกตรึงกางเขนเท่านั้น
4.  กล่าวถึงการเลี้ยงปัศคา 3 ครั้งในขณะที่เล่มอื่นๆกล่าวไว้เพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้นราชกิจของพระเยซูบนโลกกระทำในช่วงเวลาประมาณ 3 ปี แทนที่จะเป็น 1 ปีถ้าอ่านคร่าวๆในอีก 3 เล่ม (ยน 2.13 การชำระพระวิหาร, ยน 6.4 ก่อนการเลี้ยง 5000 คน, ยน 13.1 ก่อนการถูกจับกุม)
5.   คำสอนเน้นความเป็นพระเจ้าของพระเยซู แทนที่จะเน้นแผ่นดินพระเจ้าหรือความเป็นมนุษย์ของพระองค์
6.   มีคำสนทนา และคำสอนส่วนตัวแก่หลายคนถึง 27 ครั้ง
7.   เน้นหลักข้อเชื่อแทนที่จะเน้นเหตุการณ์ (ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์) ดังนั้นจึงเริ่มพระธรรมด้วยการทรงสำแดงของพระเจ้า แทนที่จะกล่าวถึงพงศ์พันธ์ของพระเยซู
8.   ยอห์นกล่าวถึงการชำระพระวิหารไว้ในช่วงแรกของพระราชกิจ (ยน 2.13-22)  แต่อีก 3 เล่มเหตุการณ์นี้อยู่ในช่วงปลายของพระราชกิจของพระเยซู (มธ 21.12, มก 11.15-17, ลก 19.45-46)
9.   ยอห์นบันทึกเหตุการณ์หลายอย่างที่เล่มอื่นไม่มี
-   การเลี้ยงในพิธีสมรสที่บ้านคานา (2.1-11)
-   เรื่องราวของนิโคเดมัส (3.1-5)
-   เรื่องหญิงสะมาเรียข้างบ่อน้ำ (4)
-   ลาซารัสเป็นขึ้นจากความตาย (11)
-   การล้างเท้าสาวก (13.1-17)
-   คำสอนเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ (14-17)
-   คำพูดของโธมัส (11.15, 14.5, 20.21-25)
-   คำคัดค้านของยูดาส อิสคาริโอท เมื่อพระเยซูทรงรับการเจิมที่เบธานี (12.4-5)
10.  ยอห์นกล่าวถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในเรื่องราวต่างๆ ซึ่งไม่มีในอีก 3 เล่ม เช่น
-   ขนมปังที่เด็กนำมาให้ในการเลี้ยงคน 5000 คนนั้น เป็นขนมปังที่ทำมาจากข้าบาร์เล่ย์ (6.9)
-   เมื่อพระเยซูทรงดำเนินบนทะเลมาหาสาวกที่อยู่ในเรือนั้น พวกเขาอยู่ห่างฝั่ง 3-4 ไมล์ (6.19)
-   ยอห์นรู้ว่าทหารที่จับฉลากฉลองพระองค์ชั้นนอกของพระเยซูนั้นมีอยู 4 คน (19.23)
-   ยอห์นกล่าวถึงน้ำหนักของเครื่องหอมที่นำมาชโลมพระศพของพระเยซู  (19.39)

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ยอห์นได้อยู่ที่นั่นในแต่ละเหตุการณ์ และได้เห็นด้วยตาตัวเอง จึงสามารถจำรายละเอียดได้ดี



พระธรรมลูกา

1. เบื้องหลังการเขียน

               1.1  ผู้เขียน  นายแพทย์ลูกาเป็นผู้เขียนและเป็นหนังสือที่คู่กับพระธรรมกิจการ ลูกาเป็นคนต่างชาติโดยกำเนิด ชื่อของเขามีความหมายว่า สูงสง่า บ้านเกิดน่าจะเป็นเมืองอันทิโอกในซีเรีย ได้รับการศึกษาอย่างดีในวัฒนธรรมกรีก เป็นผู้ร่วมงานกับเปาโลตั้งแต่การออกประกาศเที่ยวที่ 2 จนถึงเมื่อเปาโลติดคุกที่กรุงโรม เป็นคนที่รักและจริงใจและอยู่กับเปาโลตลอดเวลาในขณะที่หลายคนจากไป เรารู้ว่าลูกาเป็นแพทย์จากจดหมายฝากโคโลสี 4.14 ซึ่งเปาโลเรียกท่านว่า   “ลูกาแพทย์ที่รัก” ลูกาเป็นชาวต่างชาติเพียงคนเดียวที่เป็นผู้เขียนในพระคัมภีร์ใหม่ และในการบันทึกเป็นการใช้ภาษากรีกที่สละสลวยมีลักษณะการเขียนที่ดีมาก และลูกาได้ชื่อว่าเป็นนักประวัติศาสตร์คริสเตียนคนแรก ในการเดินทางประกาศเที่ยวที่ 2 ของเปาโลนั้น เมื่อมาถึงเมืองฟิลิปปี แคว้นมาซิโดเนีย (กจ. 16) เปาโลได้ตั้งคริสตจักรที่นั่นและมอบหมายให้ลูกาเป็นผู้ดูแลระยะหนึ่ง และเปาโลเดินทางประกาศต่อไป หลังจากนั้น 6 ปี ในการเดินทางประกาศเที่ยวที่ 3 เปาโลได้เดินทางมาที่ฟิลิปปีอีกครั้งหนึ่ง และลูกาได้ร่วมทางประกาศในครั้งนี้ด้วย

            1.2  จุดประสงค์  ลูกาเขียนพระธรรมเล่มนี้เพื่อให้เธโอฟีลัสได้รู้ความจริงอย่างถูกต้อง (1.4) เพื่อให้รู้ว่าพระเยซูบังเกิดเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ และเป็นพระบุตรของพระเจ้าผู้ที่จะมาช่วยมวลมนุษย์ชาติให้รอดโดยเน้นถึงพระเมตตาของพระองค์ในการช่วยเหลือ เอาใจใส่ผู้เล็กน้อยและต่ำต้อยที่สังคมดูถูก เช่น คนจนคนบาป คนเก็บภาษี คนต่างชาติ ลูกาต้องการให้ผู้อ่านทราบว่า ผู้ที่ติดตามพระเยซูไม่ได้เป็นอันตรายต่ออาณาจักรโรมัน ถึงอย่างไรก็ตาม ลูกาไม่ได้จำกัดจุดประสงค์เพียงเท่านั้น ท่านยังได้เขียนหนุนใจผู้เชื่อและต่อต้านการโจมตีของผู้ไม่เชื่อ ท่านต้องการแก้ไขข้อมูลผิดๆที่คนกล่าวถึงพระเยซูและคริสเตียน ท่านยังต้องการชี้ให้เห็นว่าความเชื่อของคนต่างชาติในอาณาจักรของพระเจ้านั้นมีรากฐานอยู่บนคำสอนของพระเยซูคริสต์ และท่านยังต้องการนำเสนอข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์แก่คนทั้งโลก

               1.3  ผู้รับ  ลูกาเขียนถึงท่านผู้หนึ่งชื่อ “เธโอฟีลัส” (1.3) ซึ่งชื่อมีความหมายว่า ผู้ที่รักพระเจ้า แต่น่าจะเป็นบุคคลมากกว่าความหมายกว้างๆทั่วไป การใช้คำว่าที่เคารพอย่างสูงน่าจะแสดงถึงการมีตำแหน่งสูงและร่ำรวย หรืออาจจะเป็นข้าราชการของโรม และอาจจะเป็นผู้สนับสนุนลูกาและรับผิดชอบในการดูแลคัดลอกและแจกจ่ายสิ่งที่ลูกาเขียน กลุ่มเป้าหมายของลูกาคงจะเป็นคนต่างชาติทั้งหมด

               1.4 เวลาที่เขียน  ลูกาได้อ้างถึงหลายคนที่อุตส่าห์เรียบเรียงเรื่องราวของพระเยซู (1.1) ซึ่งเชื่อได้ว่ามีผู้เรียบเรียงพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ก่อนที่ลูกาจะเขียนเล่มนี้ ซึ่งน่าจะเป็นพระธรรมมาระโกและมัทธิวหรืออาจจะมีฉบับอื่นๆด้วย ท่านลูกาคงจะใช้หนังสือมาระโกประกอบการเขียนในราวปี ค.ศ.60-64 เพราะในกิจการก็ไม่ได้กล่าวถึงการตายของเปาโล เราเข้าใจว่าท่านเริ่มร่างเป็นหนังสือลูกาในขณะที่ท่านอยู่กับเปาโลที่กรุงโรม (กจ.28.30) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลที่เมืองซีซารียาขณะที่เปาโลถูกจองจำเป็นเวลา  2  ปี เพราะลูกามีเวลาไปที่ต่างๆเพื่อพบ ศึกษาและเก็บข้อมูลจากพยานที่เห็นพระเยซูด้วยตนเอง รวมทั้งข้อมูลตรงจากมารีย์และโยเซฟด้วย

            1.5 ลักษณะพิเศษ  แม้จะมีความคล้ายคลึงกับพระธรรมมัทธิวและมาระโก แต่ก็มีลักษะพิเศษคือ
 
                    - มีความเป็นสากล ให้เห็นถึงการยอมรับคนต่างชาติเช่นเดียวกับยิวในแผนการของพระเจ้า
                       3.6,  สิเมโอน 2.32, 4.25-28, 7.9, 10.1, 13.29, 21.24, 24.47
                    - เพื่อทุกคน ชาวยิว ชาวต่างชาติ ชาวสะมาเรีย คนเก็บภาษี คนบาป คนร่ำรวย คนยากจน 
                      คนที่ถูกทอดทิ้ง  คนที่มีหน้ามีตา
                    - เน้นการอธิษฐานที่พระเยซูทรงอธิษฐานก่อนกระทำภารกิจต่างๆ เช่น รับบัพติศมา 3.21
                      ทำการอัศจรรย์ 5.16, คัดเลือกสาวก 6.12, จำแลงพระกาย 9.29, เกทเซมาเน 22.39-46
                    - มีความห่วงใยต่อคนบาป พระเยซูเป็นเพื่อนของคนบาปในสายตาของคนทั่วไป
                    - เน้นบทบาทของสตรีเป็นพิเศษ 1.24-56, 2.36-38, 7.11-18, 7.36-50, 8.1-3, 10.38-42
                    - เน้นบ่อยๆกับการใช้คำว่าบุตรมนุษย์ และเน้นเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์
                    - เน้นความเป็นครอบครัว (พันธกิจของพระเยซูเกี่ยวข้องกับผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กๆ)
                       7.12, 8.42, 9.38

2.  โครงเรื่องของพระธรรมลูกา  

                1. คำนำ (บทที่ 1.1-4)

                2. การเสด็จมาของพระเยซู (บทที่ 1.5-2.52)

                                2.1  การประกาศให้ทราบ                                                                      บทที่ 1.5-56
                                2.2  การเกิดของยอห์น บัพติศโต                                                          บทที่ 1.57-80
                                2.3  การบังเกิดและวัยเยาว์ของพระเยซู                                                บทที่ 2

                 3.  การเตรียมตัวเพื่อรับใช้ของพระเยซู (บทที่ 3.1-4.13)

                                3.1  ผู้เตรียมทางของพระเยซู                                                              บทที่ 3.1-20
                                3.2  การรับบัพติศมา                                                                            บทที่ 3.21-22
                                3.3  ลำดับพงศ์ของพระเยซู                                                                 บทที่ 3.23-28
                                3.4  พระเยซูทรงถูกทดลอง                                                                 บทที่ 4.1-13

                4.  พันธกิจในกาลิลี (บทที่ 4.14-9.9)

                                4.1  การเริ่มต้นพันธกิจในกาลิลี                                                         บทที่ 4.14-41
                                4.2  การเดินทางประกาศในกาลิลีเที่ยวแรก                                       บทที่ 4.42-5.39
                                4.3  ความขัดแย้งเรื่องวันสะบาโต                                                       บทที่ 6.1-11
                                4.4  การเลือกอัครสาวกทั้ง 12 คน                                                       บทที่ 6.12-16
                                4.5  คำเทศนาบนภูเขา                                                                         บทที่ 6.17-49
                                4.6  การอัศจรรย์ในคาเปอรนาอูมและนาอิน                                         บทที่ 7-1.17
                                4.7  คำร้องขอของยอห์น บัพติศโต                                                       บทที่ 7.18-29
                                4.8  พระเยซูเผชิญหน้ากับฟาริสี                                                           บทที่ 7.30-50
                                4.9  การเดินทางประกาศในกาลิลีเที่ยวที่สอง                                      บทที่ 8.1-3
                                4.10  คำอุปมาเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า                                                 บทที่ 8.4-21
                                4.11  การเดินทางข้ามทะเลกาลิลี                                                         บทที่ 8.22-39
                                4.12  การเดินทางประกาศในกาลิลีเที่ยวที่สาม                                    บทที่ 8.40-9.9

                 5.  การประกาศในแคว้นรอบๆกาลิลี (บทที่ 9.10-50)

                                5.1  สู่ฝั่งทะเลด้านตะวันออกของกาลิลี                                               บทที่ 9.10-17
                                5.2  สู่ซีซารียาฟิลิปปี                                                                           บทที่ 9.18-50

                 6.  พันธกิจในแคว้นยูเดีย (บทที่ 9.51-13.21)   

                                6.1  การเดินทางผ่านสะมาเรียไปยังยูเดีย                                             บทที่ 9.51-62
                                6.2  การรับใช้ของสาวก 70 คน                                                             บทที่ 10.1-24
                                6.3  คำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียใจดี                                                    บทที่ 10.25-37
                                6.4  พระเยซูกับมาธาและมารีย์                                                           บทที่ 10.38-42
                                6.5  การสั่งสอนในยูเดีย                                                                   บทที่ 11.1-13.21

                7.  พันธกิจในแคว้นยูเดียและเขตแดนรอบๆ (บทที่ 13.22-19.27)

                                7.1  เรื่องประตูแคบ                                                                            บทที่ 13.22-30
                                7.2  คำเตือนเกี่ยวกับกษัตริย์เฮโรด                                                    บทที่ 13.31-35
                                7.3  ที่บ้านของคนฟาริสี                                                                     บทที่ 14.1-35
                                7.4  อุปมาเกี่ยวกับสิ่งที่หายไปแล้วได้คืน                                           บทที่ 15
                                7.5  คำอุปมาเกี่ยวกับคนต้นเรือนอสัตย์                                              บทที่ 16.1-18
                                7.6 เรื่องเศรษฐีกับลาซารัส                                                                 บทที่ 16.19-31
                                7.7  คำสอนทั่วๆไป                                                                              บทที่ 17.1-10
                                7.8  คนโรคเรื้อน 10 คน                                                                      บทที่ 17.11-19
                                7.9  การมาของแผ่นดินของพระเจ้า                                                    บทที่ 17.20-37
                                7.10  คำอุปมาเรื่องหญิงหม้ายและผู้พิพากษา                                    บทที่ 18.1-8
                                7.11  ฟาริสีและคนเก็บภาษี                                                                 บทที่ 18.9-14
                                7.12  พระเยซูกับเด็กๆ                                                                        บทที่ 18.15-17
                                7.13  เศรษฐีหนุ่ม                                                                                บทที่ 18.18-30
                                7.14  พระเยซูบอกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์                            บทที่ 18.31-34
                                7.15  ทรงรักษาคนขอทานตาบอดให้หาย                                          บทที่ 18.35-43
                               7.16  พระเยซูกับซักเคียส                                                                   บทที่ 19.1-10
                               7.17  อุปมาเรื่องเงิน 10 มินา                                                                บทที่ 19.11-27

                8.  ช่วงสุดท้าย-การยอมสละชีวิตและชัยชนะของพระเยซู (บทที่ 19.28-24.53)

                               8.1  การเสด็จเข้าเยรูซาเล็มอย่างยิ่งใหญ่                                          บทที่ 19.28-44
                               8.2  การชำระพระวิหาร                                                                       บทที่ 19.45-48
                               8.3  การโต้แย้งกับผู้นำชาวยิว                                                            บทที่ 20
                               8.4  คำสอนที่พระวิหาร                                                                       บทที่ 21
                               8.5  พิธีมหาสนิท                                                                                บทที่ 22.1-38
                               8.6  พระเยซูอธิษฐานที่สวนเกธเซมาเน                                              บทที่ 22.39-46
                               8.7  การถูกจับกุม                                                                                บทที่ 22.47-65
                               8.8  การถูกสอบสวน                                                                       บทที่ 22.66-23.25
                               8.9  การถูกตรึง                                                                                   บทที่ 23.26-56
                               8.10  การฟื้นคืนพระชนม์                                                                    บทที่ 24.1-12
                               8.11  พันธกิจหลังการฟื้นคืนพระชนม์                                                 บทที่ 24.13-49
                               8.12  การเสด็จสู่สวรรค์                                                                       บทที่ 24.50-53

4. บทสรุป 
 
พระเจ้าทรงเรียกให้เรากลับใจใหม่ เราจะกลับใจใหม่ได้อยางไร ? เราคงไม่ต้องสารภาพบาปทั้งหมดของเรา เพราะคงไม่สามารถจดจำได้ เพียงแต่เรายอมรับว่าเราเป็นคนบาป (18.13) การกลับใจใหม่อาจจะแสดงออกด้วยความเศร้าโศกหรือไม่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สำคัญที่เราจะต้องหันหลังให้กับการทำบาปและมาหาพระเจ้า และแน่ใจว่าพระเยซูสามารถช่วยเราให้รอดได้  

                แต่พระเจ้าทรงอภัยให้เราจริงหรือ? แน่นอน ไม่มีข้อยกเว้น ถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่สำคัญพอ ไม่ร่ำรวยพอ ไม่ชอบธรรมพอที่จะได้รับการอภัยจากพระเจ้า พระธรรมลูกานี่แหละจะทำให้เรามั่นใจว่า พระเยซูทรงให้อภัยคนบาปทุกคนที่มาหาพระองค์ และเมื่อเราแน่ใจว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อตายไถ่คนทั้งโลกให้รอด แล้วตัวเราพร้อมและเต็มใจที่จะทุ่มเททั้งชีวิต เวลา ทรัพย์สินเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงาน เพื่อช่วยคนในโลกให้มาถึงพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์ของพระองค์แล้วหรือยัง ??

เกร็ดความรู้
    
      -  การอัศจรรย์  มีทั้งหมด 36 ครั้ง ในพระกิตติคุณ ปรากฏอยู่ในพระธรรมลูกา 20 ครั้ง และใน 20 เรื่องนี้มี 6 เรื่องที่มีเฉพาะในพระธรรมลูกา

1. การจับปลา (5.1-11)                                  
2. บุตรหญิงม่ายที่นาอินเป็นขึ้น (7.11-17)
3.รักษาหญิงหลังโกง (13.10-17)                  
4. ชายที่เป็นโรคมานน้ำ (14.1-4) 
5.คนโรคเรื้อน 10 คน (17.11-19)                  
6. ต่อหูของทหาร  (22.49-53)

      -  คำอุปมา  มีทั้งหมด 35 เรื่องในพระกิตติคุณ  และมี 19 เรื่องที่มีเฉพาะในพระธรรมลูกา

1. ลูกหนี้ 2 คน  7.41-43                                
2. ชาวสะมาเรียใจดี 10.25-37
3. มิตรที่ต้องการความช่วยเหลือ 11.5-13    
4. เศรษฐีโง่ 12.13-21
5. คนใช้ที่เฝ้าระวังอยู่ 12.35-40                    
6. บ่าวที่สัตย์ซื่อ 12.41-48
7. ต้นมะเดื่อไม่มีผล 13.6-9                          
8. คำสอนสำหรับแขกและเจ้าของบ้าน 14.7-11
9. การเลี้ยงใหญ่ 14.16-24                             
10. การสร้างตึกไม่สำเร็จ 14.28-30
11. สงครามที่ปราศจากการสู้รบ 14.31-33   
12. เงินเหรียญหาย 15.8-9
13. เรื่องบุตรหายไป 15.11-32                      
14. คนต้นเรือนอสัตย์ 16.1-9
15. เศรษฐีกับลาซารัส 16.19-31                    
16. หน้าที่ของคนใช้ 17.7-10
17. ผู้พิพากษาอธรรม 18.1-8                         
18. ฟาริสีกับคนเก็บภาษี 18.9-14
19. เงินสิบมินา 19.11-26
 
 
 
 
 
 

พระธรรมมาระโก


1.  เบื้องหลังการเขียน

   1.1  ผู้เขียน  ยอห์น มาระโก (ยอห์น เป็นภาษาฮีบรูแปลว่าพระคุณพระเจ้า, มาระโก เป็นภาษาลาตินแปลว่าฆ้อน) ผู้ซึ่งถูกกล่าวถึงใน กจ.12.12 เป็นผู้เขียน มาระโกเป็นบุตรของหญิงม่ายที่มั่งคั่งคนหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็ม และบ้านของเขาก็เป็นที่ชุมนุมของผู้เชื่อในเวลานั้น ในตอนนั้นชายหนุ่มผู้นี้ได้จากบ้านที่เยรูซาเล็มไปเป็นผู้ช่วยทีมประกาศครั้งแรกของเปาโลและบารนาบัส (กจ.13.5) แต่เมื่อเดินทางถึงเมืองเปอร์กาได้หนีกลับเยรูซาเล็มก่อน (กจ.13.13) จึงไม่ได้ร่วมการประกาศครั้งที่ 2 ของเปาโล แต่ไปร่วมทีมกับบารนาบัส เหตุที่บารนาบัสให้ความสนใจในดัวของมาระโกและให้ร่วมงานด้วยเพราะทั้งสองเป็นญาติกัน (คส.4.10) และในพระธรรมตอนเดียวกันได้บันทึกว่า มาระโกได้อยู่กับเปาโลในขณะที่เขียนพระธรรมโคโลสี แสดงว่าทั้งสองได้กลับมาร่วมงานกันและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (ฟม.24) และช่วงสุดท้ายของชีวิตเปาโล ท่านต้องการให้มาระโกมาร่วมงานอีกในขณะที่ท่านติดคุกที่โรม  (2 ทธ.4.11)    ส่วนการรับใช้ของมาระโกร่วมกับเปโตรนั้นถูกกล่าวถึงใน 1 ปต.5.13 ซึ่งเปโตรเรียกมาระโกว่า ”บุตรของข้าพเจ้า” นั้นคงจะแสดงถึงความต้องการของเปโตรที่จะให้มาระโกสืบสานต่องานของท่านเหมือนที่เปาโลมีความคาดหวังในทิโมธี   มาระโกไม่ได้กล่าวถึงตัวท่านเองในฐานะผู้เขียนพระกิติคุณนี้ นอกจากตอนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ได้ติดตามพระเยซูไปห่างๆหลังจากที่พระองค์ทรงถูกจับกุม ซึ่งพวกสาวกคนอื่นๆได้หนีไปหมดแล้ว ชายหนุ่มคนนั้นถูกพวกทหารจับแต่เขาได้สลัดผ้าห่มทิ้งแล้วหนีไป (มก.14.51-52)    มาระโกคงต้องการแนะนำตัวเองแบบเงียบๆโดยไม่ให้เป็นจุดสนใจ ในฐานะของผู้ร่วมงานของเปาโล บารนาบัสและเปโตรมาแล้ว มาระโกจึงเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมในการเป็นผู้บันทึกพันธกิจของพระเยซูในลักษณะงานรับใช้ที่ถ่อมใจ (มก.10.45)

   1.2  จุดประสงค์   มาระโกเน้นเรื่องการทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ เพราะว่าในเวลานั้นผู้เชื่อในโรมถูกข่มเหงอย่างหนัก เนื่องจากในสมัยของจักรพรรดิ์เนโร (ค.ศ..64)  มีคนลอบวางเพลิงเผากรุงโรม พวกคริสเตียนถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำ จึงมีการข่มเหงและกวาดล้างผู้เชื่ออย่างหนัก คริสเตียนจำนวนมากถูกประหารชีวิต ต้องหลบหนีและซ่อนตัว การดำเนินชีวิตลำบากยากเข็ญ มาระโกมีแนวคิดว่าพระกิตติคุณที่ท่านเรียบเรียงชีวิตและงานรับใช้ที่ถ่อมใจและทนทุกข์ของพระเยซูนี้ จะเป็นที่หนุนใจพี่น้องคริสเตียนที่ต้องทนทุกข์และเผชิญการข่มเหงจากโรมในขณะนั้น ท่านหนุนใจให้เขาอดทนและเลียนแบบพระเยซูคริสต์ในการรับใช้อย่างถ่อมใจ และอดทนต่อการข่มเหงต่างๆ (1.12-13, 3.22, 10.30,33-34, 13.11-13) และยังยืนยันว่าพระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่พระเจ้าใช้มา

   1.3  ผู้รับ  เห็นได้ชัดว่ามาระโกเขียนพระกิตติคุณนี้ถึงคริสตจักรโรมหรือคริสเตียนต่างชาติที่อยู่ในกรุงโรมอ่าน ดูได้จากการใช้คำศัพท์ภาษาลาตินมากมาย (4.21, 12.14, 6.27, 15.39,44,45) และมีการอธิบายธรรมเนียมของยิว (7.2-4, 15.42) ทั้งมีการแปลความหมายของคำจากภาษาอารเมคให้ผู้อ่านได้เข้าใจ (3.17, 5.41, 7.11,34, 15.22)

    1.4  เวลาที่เขียน  เชื่อว่าเขียนขึ้นประมาณ ค.ศ.50 กว่า หรือต้นๆ ค.ศ.60

   1.5  ลักษณะพิเศษ   พระธรรมมาระโกมีลักษณะเรียบง่าย สั้นกระทัดรัด เน้นการกระทำของพระเยซูมากกว่าคำสอน เน้นสภาพของพระเยซูในฐานะมนุษย์ (4.38, 8.12, 10.14,21) มาระโกไม่ได้บันทึกการกำเนิดของพระเยซูคริสต์และไม่ได้บันทึกลำดับเชื้อวงศ์ของพระองค์ด้วย (อาจเป็นเพราะ เมื่อต้องการเน้นสภาพแห่งผู้รับใช้ของพระองค์ จึงไม่จำเป็นต้องลำดับเชื้อสายและการกำเนิด) เน้นความผิดพลาดหรือความบกพร่องของเปโตรและพวกสาวก (4.40, 8.33,10.35-37) เน้นเรื่องกางเขน (8.31, 9.31, 10.33-34, 14.1-2)  เน้นการเป็นสาวก (8.34-38, 9.35-10.31, 10.42-45)   เน้นเรื่อการต่อสู้กับมาร  (1.12-13,23-26, 3.11,5.2-13, 7.25-31, 9.17-29)   เน้นเรื่องพระบุตรของพระเจ้า (1.1,11, 3.11, 5.7, 9.7, 13.32, 15.39)  

พระธรรมเล่มนี้เน้นการกระทำของพระเยซูคริสต์
- บันทึกว่าพระเยซูมีพระราชกิจมากมายจนไม่มีเวลารับประทานอาหาร (3.20, 6.31)
- บันทึกการอัศจรรย์ถึง 18 เรื่อง
- ส่วนเรื่องคำสอนของพระองค์ มาระโกไม่ได้ให้รายละเอียดไว้มากนัก

มาระโกยังบันทึกเรื่องราวที่เป็นจริงโดยไม่ปิดบัง
- กล่าวถึงความโง่เขลาของบรรดาสาวก (4.13, 6.52, 8.17, 21, 9.10,32)
- บรรดาสาวกวิพากวิจารณ์พระเยซู (4.38, 5.31)

และยังบันทึกการแสดงออกของพระเยซูในด้านความรู้สึก อารมณ์ของมนุษย์อย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ

                - ทรงเปี่ยมด้วยความสงสาร                                                  (1.41, 6.34, 8.2)
                - ทรงถอนหายใจ                                                                   (7.34, 8.12)
                - ทรงหิวและเหน็ดเหนื่อย                                                      (4.38, 6.31, 11.12)
                - ทรงสนพระทัยในเด็กๆ                                                        (9.36, 10.14-16)

2.  โครงเรื่องของพระธรรมมาระโก

   1. การเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซูคริสต์ (บทที่ 1.1-13)  

1.1 ผู้เตรียมทางของพระองค์                                                                 บทที่ 1.1-8
            1.2 การรับบัพติศมา                                                                                บทที่ 1.9-11
            1.3 พระเยซูถูกทอลอง                                                                           บทที่ 1.12-13

   2. พันธกิจของพระเยซูในกาลิลี (บทที่ 1.14-6.29)

                2.1 พันธกิจในกาลิลีช่วงต้นๆ (บทที่ 1.14-3.12)
                               
                                ก. การทรงเรียกสาวกคนแรก                                                บทที่ 1.14-20
                                ข. การอัศจรรย์ในคาเปอรนาอูม                                            บทที่ 1.21-34
                                ค. การเดินทางประกาศทั่วกาลิลี                                           บทที่ 1.35-45
                                ง. พันธกิจในคาเปอรนาอูม                                                    บทที่ 2.1-22
                                จ. ข้อโต้แย้งเรื่องวันสะบาโต                                                 บทที่ 2.23-3.12

                2.2 พันธกิจในกาลิลีช่วงท้ายๆ (บทที่ 3.13-6.29)

                                ก. การเลือกสาวกทั้ง 12 คน                                                  บทที่ 3.13-19
                                ข. การสอนในคาเปอรนาอูม                                                  บทที่ 3.20-35
                                ค. คำอุปมาเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า                                     บทที่ 4.1-34
                                ง. การเดินทางข้ามทะเลกาลิลี                                              บทที่ 4.35-5.20
                                จ. การอัศจรรย์ต่างๆที่กาลิลี                                                  บทที่ 5.21-43
                                ฉ. คนในเมืองไม่เชื่อพระองค์                                                บทที่ 6.1-6
                                ช. ทีมอัครสาวกประกาศในกาลิลี                                          บทที่ 6.7-13
                                ซ. การตอบสนองของกษัตริย์เฮโรด                                     บทที่ 6.14-29

   3. การถอนตัวจากกาลิลี (บทที่ 6.30-9.32)

                 3.1 สู่ฝั่งตะวันออกของทะเลกาลิลี                                                       บทที่ 6.30-52
                 3.2 สู่ฝั่งตะวันตกของทะเลกาลิลี                                                         บทที่ 6.53-7.23
                 3.3 สู่โฟนีเซีย                                                                                      บทที่ 7.24-30
                 3.4 สู่แคว้นดีคาโพลิส                                                                          บทที่ 7.31-8.10
                 3.5 สู่เมืองซีซารียาฟิลิปปี                                                                    บทที่ 8.11-9.32

   4. พันธกิจสุดท้ายในกาลิลี (บที่ 9.33-50)

   5. พันธกิจของพระเยซูในยูเดียและเพอเรีย (บทที่ 10)

                5.1 คำสอนเกี่ยวกับการหย่าร้าง                                                             บทที่ 10.1-12
                5.2 คำสอนเกี่ยวกับเด็ก                                                                         บทที่ 10.13-16
                5.3 เศรษฐีหนุ่ม                                                                                      บทที่ 10.17-31
                5.4 คำทำนายเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์                                                   บทที่ 10.32-34
                5.5 คำขอของสาวก 2 คน                                                                       บทที่ 10.35-45
                5.6 การรักษาดวงตาของบารทิเมอัส                                                      บทที่ 10.46-52

  6. สัปดาห์สุดท้ายของพระเยซู (บทที่ 11.1-11)

                6.1 การเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม                                                             บทที่ 11.1-11
                6.2 การชำระพระวิหาร                                                                           บทที่ 11.12-19
                6.3 การโต้แย้งกับผู้นำชาวยิว                                                                บทที่ 11.20-12.44
                6.4 คำสอนเกี่ยวกับยุคสุดท้าย                                                              บทที่ 13
                6.5 การเจิมพระเยซู                                                                               บทที่ 14.1-11
                6.6 การถูกจับ สอบสวนและการสิ้นพระชนม์                                          บทที่ 14.12-15.47

  7. การคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ (บทที่ 16)

3.  บทสรุป

                ข่าวประเสริฐไม่ได้ให้หลักประกันว่าจะไม่มีความยากลำบากและการข่มเหงเกิดขึ้นในชีวิตของคุณและก็ไม่ได้รับรองว่าคุณจะไม่สูญเสียเพื่อน ครอบครัว บ้านหรือความมั่งคั่งของคุณไปและแม้แต่ชีวิตของคุณเอง แต่ข่าวประเสริฐยืนยันว่าสิ่งที่คุณเสียไปเพราะเห็นแก่ความเชื่อและข่าวประเสริฐ คุณจะได้รับการตอบแทนหลายเท่านัก

 ชีวิตที่ต้องเสียไปไม่ใช่เรื่องที่น่าเศร้าที่สุด แต่การมีชีวิตที่ยืนยาวโดยอยู่อย่างไร้ความหมายและอยู่เพื่อตนเองเท่านั้นต่างหากที่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุด คนอย่างนั้นจะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังและต้องตายไปโดยไม่เกิดประโยชน์อันใด

                 การที่เรามีความกล้าที่จะเชื่อและประกาศข่าวประเสริฐ เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเชื่อศรัทธาและรู้ว่า ไม่ว่าเราจะเสียสละสิ่งใด สิ่งนั้นจะคุ้มค่าเสมอเพราะพระเจ้าทรงยืนยันเช่นนั้น

     ***     สำหรับข่าวประเสริฐ - จงเชื่อ    เสียสละเพื่อ    และประกาศออกไป   ***