Thursday, November 7, 2013

พระธรรม 2 เปโตร


1.  เบื้องหลังการเขียน

      1.1  ผู้เขียน  เชื่อและยอมรับว่าผู้เขียนคืออัครฑูตเปโตร มีเหตุผลสนับสนุนหลายประการ คือ
                  1. คำขึ้นต้นจดหมายยืนยันว่าอัครฑูตเปโตรเป็นผู้เขียน (1.1)
                2. อ้างถึงเหตุการณ์จำแลงพระกายของพระเยซูตามที่บันทึกไว้ในพระกิตติคุณว่า เขาอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย (1.16-18)
                  3. เปโตรยืนยันว่าเป็นผู้เขียนจดหมายทั้งสองฉบับ (3.1)
                  4. เอ่ยถึงเปาโลอย่างสนิทสนม เป็นสิ่งบ่งบอกว่า อย่างน้อยเคยร่วมงานกันหรือมีความใกล้ชิดกันอย่างมากมาก่อน และเรียกเปาโลว่า ‘น้อง’ (3.15)
                  มีบางคนคิดว่าจดหมาย 2 เปโตรมีสำนวนแตกต่างจาก 1 เปโตร ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่เปโตรไม่ได้เป็นคนเขียนแต่มีคนอื่นเขียนและอ้างชื่อเปโตร  แต่นักวิชาการด้านพระคัมภีร์มีคำอธิบายว่า เหตุที่สำนวนการเขียนจดหมายทั้งสองฉบับมีความแตกต่างกัน เป็นเพราะว่าสิลวานัสหรือที่เรียกว่าสิลาสนั้นเป็นผู้ช่วยเขียนฉบับแรก แต่ฉบับที่สองนี้อาจจะเป็นเปโตรเขียนเองหรือเป็นคนอื่นที่ช่วยเปโตรด้านสำนวน

       1.2  จุดประสงค์   เปโตรมีจุดประสงค์เพื่อ
                  1. เพื่อเตือนให้คริสเตียนระมัดระวังผู้สอนเท็จที่แฝงตัวเข้ามาในคริสตจักร
                  2. เพื่อเตือนสติให้คริสเตียนเจริญเติบโตขึ้นในพระคุณ ความเชื่อและความรู้
                3. เพื่อเตือนให้คริสเตียนระลึกถึงหน้าที่ในการประพฤติดีของตนเองในฐานะเป็นคนของพระเจ้า
                  4. เพื่อหนุนใจให้ยืนหยัดในความเชื่อ แม้มีการทดลองและการข่มเหง
                  5. เพื่อหนุนใจให้เฝ้ารอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ด้วยใจจดจ่อ

       1.3  ผู้รับ    เปโตรน่าจะเขียนถึงผู้รับกลุ่มเดียวกับจดหมายฉบับแรก แต่การที่เปโตรไม่ได้เจาะจงถึงผู้รับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะในตอนเริ่มต้นของจดหมาย คงจะเป็นเพราะว่าท่านต้องการให้เป็นจดหมายเวียนไปด้วย เพราะขณะนั้นมีปัญหาเรื่องผู้สอนเท็จแพร่ไปอย่างมากทุกแห่งไม่เพียงแต่ในเอเชียไมเนอร์เท่านั้น

       1.4  เวลาที่เขียน   จดหมายฉบับนี้คงเขียนที่กรุงโรม ระหว่างปี ค.ศ. 65-68 เพราะเปโตรเขียนจดหมายฉบับนี้ในช่วงปลายของชีวิตท่าน (1.12-15) และเปโตรถูกประหารในรัชสมัยของจักรพรรดิ์เนโร ประมาณปี ค.ศ.68

       1.5  ลักษณะพิเศษ
                   ไม่มีพระธรรมเล่มใดเกิดการโต้แย้งเรื่องผู้เขียนและการยอมรับเข้าในบรรทัดฐานของพระคัมภีร์ใหม่มากเท่ากับพระธรรม 2 เปโตรอีกแล้ว มีหลักฐานภายนอก (บันทึกของผู้นำคริสตจักรยุคแรก) น้อยมากที่แสดงว่าเปโตรเป็นผู้เขียน นอกจากมีเพียงความเชื่อถือของคริสตจักรเท่านั้น และผู้นำในคริสตจักรก็ได้อ้างข้อความในจดหมายด้วยความมั่นใจว่าเปโตรเป็นผู้เขียน และกว่าที่จดหมายฉบับนี้จะได้รับการยอมรับเข้าในสารบบของพระคัมภีร์ใหม่ในศตวรรษที่ 4 นั้นก็ได้ผ่านข้อคัดค้านมากมายได้ทุกข้อ ดังนั้นจึงมีหลักฐานชัดเจนเหนือข้อสงสัย
                หลักฐานภายในชี้ชัดว่าเปโตรเป็นผู้เขียนและตัวผู้เขียนเองก็ประกาศว่าคือเปโตร ในจดหมายฉบับแรกใช้ชื่อว่า ‘เปโตร’ ส่วนในจดหมายฉบับที่สองใช้ชื่อว่า ‘ซีโมนเปโตร’ หากเป็นการปลอมแปลงจดหมายผู้เขียนคงไม่เพิ่มชื่อซีโมนเข้ามา แต่ควรจะเลียนแบบจดหมายฉบับแรกเพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่างมากกว่า  และเมื่อเปรียบเทียบคำศัพท์ที่ใช้ในภาษากรีก จะพบพบประเด็นที่คล้ายกันมากระหว่างจดหมายทั้งสองฉบับ และสำหรับประเด็นที่แตกต่างกันที่พบในจดหมาย เราสามารถอธิบายได้ว่า เป็นเพราะจุดประสงค์การเขียนที่ต่างกัน            

เปรียบเทียบระหว่าง 1 เปโตร และ 2 เปโตร

              1 เปโตร                                                                     2 เปโตร

                1. เน้น การทนทุกข์ลำบาก                                    1. เน้น คำสอนเท็จ
                2. เน้น การทนทุกข์ของพระคริสต์                        2. เน้น สง่าราศีในการติดตามพระคริสต์
                3. เน้น การไถ่ของพระคริสต์                                 3. เน้น การปกครองของพระคริสต์
                4. เน้น การปลอบประโลมใจ                                4. เน้น คำตักเตือนเรื่องผู้สอนเท็จ
                5. เน้น ความหวังในการเผชิญการทดลอง            5. เน้น ความรู้เพื่อป้องกันการสอนผิด

2.  โครงเรื่องของพระธรรม 2 เปโตร

                1. คำนำ                                                                                               บทที่ 1.1-2
                2. คำหนุนใจให้เติบโตขึ้นในชีวิตคริสเตียน (บทที่ 1.3-11)
                                2.1 การช่วยเหลือจากพระเจ้า                                                บทที่ 1.3-4
                                2.2 การทรงเรียกให้เจริญเติบโต                                            บทที่ 1.5-7
                                2.3 คุณค่าของการเจริญเติบโต                                              บทที่ 1.8-11
                3. จุดประสงค์และความน่าเชื่อถือของข่าวสารของเปโตร (บทที่ 1.12-21)
                                3.1 เป้าหมายในการเขียน                                                      บทที่ 1.12-15
                                3.2 รากฐานแห่งสิทธิอำนาจ                                                  บทที่ 1.16-21
                4. เตือนให้ระวังครูสอนเท็จ (บทที่ 2)
                                4.1 คำพยากรณ์ล่วงหน้าถึงการมาของพวกเขา                    บทที่ 2.1-3ก
                                4.2 พวกเขาจะต้องถูกพิพากษา                                             บทที่ 2.3ข-9
                                4.3 ลักษณะของครูสอนเท็จ                                                  บทที่ 2.10-22
                5. ความจริงเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์ (บทที่ 3.1-16)
                                5.1 เปโตรย้ำจุดประสงค์ของการเขียน                                 บทที่ 3.1-2
                                5.2 การมาของผู้เยาะเย้ย                                                     บทที่ 3.3-7
                                5.3 ความแน่นอนของการเสด็จมาของพระคริสต์                บทที่ 3.8-10
                                5.4 คำหนุนใจบนความจริงแห่งการเสด็จมาของพระคริสต์       บทที่ 3.11-16
                6. สรุปจดหมาย                                                                                  บทที่ 3.17-18

3.  บทสรุป

                เป็นอันตรายอย่างยิ่งถ้าเรามัวแต่สนใจลัทธิเทียมเท็จและไม่ศึกษาพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงให้พระธรรม   2 เปโตร แก่เราเพื่อสามารถแยกแยะลัทธิเทียมเท็จออก เปโตรให้เราสังเกตุ 3 สิ่ง เมื่อเกิดความสงสัยในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘คริสเตียน’ เราต้องถามคำถามต่อไปนี้พวกเขา
1.     มีหนังสืออื่นใดที่เป็นสิทธิอำนาจนอกจากพระคัมภีร์หรือไม่
2.     เชื่อหรือไม่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าและมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดสร้างพระองค์ และ  พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของผู้เชื่ออย่างสมบูรณ์
3.     รอคอยการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู โดยมีชีวิตที่เชื่อฟัง บริสุทธิ์และไม่ละโมบหรือไม่

 
 

พระธรรม 1 เปโตร


1.  เบื้องหลังการเขียน

      1.1  ผู้เขียน  มีหลักฐานหลายประการที่แสดงว่าอัครฑูตเปโตรเป็นผู้เขียนจดหมายฉบับนี้
                1. คำขึ้นต้นจดหมายแสดงตัวว่าเปโตรเป็นผู้เขียน (1.1)
               2. ศาสนศาสตร์ในพระธรรม 1 เปโตรมีความคล้ายคลึงกับคำเทศนาของเปโตรในพระธรรมกิจการมาก
                        -  ศาสนศาสตร์เรื่องยุคพระมาซีฮา กิจการ 2.14-16, 3.12-26, 4.8-12,10.34-43, 1 ปต 1.3,10-12,4.7
                        - การบังเกิด – การตาย และ การเป็นขึ้นของพระคริสต์ เป็นการสำเร็จตามคำพยากรณ์ของพระคัมภีร์เดิม กิจการ 2.20-31, 3.13-14, 10.43
                        - เป็นโอกาสที่มนุษย์จะกลับใจและรับการอภัย รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์ กิจการ 2.38-39, 3.19, 5.31, 10.43, 1 ปต 1.13-25, 2.1-3, 4.1-5
                3. เปโตรเขียนผ่านทางสิลวานัส (5.12)  สิลวานัสคนนี้อาจจะเป็นคนเดียวกับสิลาสในพระธรรมกิจการ 15.22 และคนเดียวกับสิลวานัสที่เปาโลเอ่ยถึงในจดหมายของท่าน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่เปโตรซึ่งเป็นชาวประมงไม่มีความรู้ในภาษากรีกมากพอ ได้ให้สิลวานัสแก้ไขภาษาของเขาให้สละสลวย หรือไม่ก็คงให้สิลวานัสเขียนจดหมายฉบับนี้ตามคำบอกของเปโตร ซึ่งแนวความคิดเป็นของเปโตรแต่ลีลาการเขียนเป็นของสิลวานัส ดังนั้นจดหมาย 1 เปโตรจึงมีภาษากรีกที่ไพเราะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังเป็นจดหมายของเปโตร

       1.2  จุดประสงค์   เปโตรมีจุดประสงค์เพื่อ
                1. หนุนใจคริสเตียนที่ได้รับการข่มเหง โดยย้ำให้รู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตย์อยู่ด้วยกับพวกเขาท่ามกลางสภาพที่เลวร้ายนั้น ท้าทายให้พวกเขาอดทนแม้ถูกเอาเปรียบและเข้าใจผิด หนุนใจว่าความทุกข์ยากที่เขาได้รับจากเพื่อนบ้านที่ไม่เชื่อพระเจ้า หรือจากทางการก็ดี เป็นเหมือนการทดสอบที่มาจากพระเจ้าเพื่อทดสอบความเชื่อ
                2. หนุนใจว่าคริสเตียนจะได้เห็นและได้รับพระสิริของพระเจ้าในอนาคตที่มากกว่าการทนทุกข์ในโลกนี้
                 3. หนุนใจว่าพระเจ้าจะทรงปกป้องพวกเขาไว้ตลอดเวลาในขณะที่ทนทุกข์อยู่
                 4. หนุนใจให้มองดูพระเยซูเป็นแบบอย่างและความหวังในการทนทุกข์
                 5. หนุนใจให้คริสเตียนถ่อมใจและนบนอบต่อผู้ปกครองบ้านเมืองที่ยุติธรรมต่อพวกเขา
                6. หนุนใจให้มีความรักและห่วงใยซึ่งกันและกันในท่ามกลางความทุกข์นั้น และให้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องขณะที่ถูกทดลองอย่างหนัก

       1.3  ผู้รับ    ในบทที่ 1.1 เปโตรเขียนถึงคริสเตียนที่กระจัดกระจายใน 5 แคว้น ได้แก่ ปอนทัส กาลาเทีย คัปปาโดเซีย เอเซีย และบิธิเนีย
                1. แคว้นทั้ง 5 ที่กล่าวถึงตั้งอยู่ในเอเชียไมเนอร์  ดังนั้นจดหมายนี้เขียนถึงคริสเตียนในเอเชียไมเนอร์
                2. คริสเตียนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ
                3. เนื้อหาในจดหมายไม่ได้กล่าวถึงข้อขัดแย้งเกี่ยวกับธรรมบัญญัติเหมือนจดหมายยากอบ แต่เป็นปัญหาที่เกิดกับคริสเตียนต่างชาติและการดำเนินชีวิตตามวิถีเก่าก่อนที่เขาจะรู้จักพระเจ้า
                4. ชื่อที่เปโตรใช้คือ ‘เปโตร’ ซึ่งเป็นชื่อภาษากรีก ซึ่งใช้กับคนต่างชาติมากกว่าคนยิว เพราะในหมู่คนยิวเขาจะใช้ชื่อว่า ‘ซีโมน’ ส่วนเปาโลเรียกเขาว่า ‘เคฟาส’

       1.4  เวลาที่เขียน   ในบทที่ 5.13 มีข้อความว่า ‘คริสตจักรที่เมืองบาบิโลน....ฝากความคิดถึงมายังท่าน’ ‘เมืองบาบิโลน’ ในที่นี้หมายถึงกรุงโรม การที่เปโตรใช้คำที่เป็นภาษาสัญลักษณ์อาจเป็นเพราะเวลานั้นจักรพรรดิ์เนโรแห่งจักรวรรดิ์โรมันกำลังข่มเหงคริสเตียนอย่างมาก จึงมีความเชื่อว่าเปโตรเขียนจดหมายฉบับนี้ที่กรุงโรม ในระหว่าง ค.ศ.64-67 ซึ่งเป็นช่วงที่จักรพรรดิ์เนโรปกครองอยู่

       1.5  ลักษณะพิเศษ
               เปโตรอาจจะเป็นอัครสาวกของพระเยซูที่เรารู้จักกันดีที่สุด เปโตรมีบุคคลิกภาพที่ชอบแสดงออก ด้วยเหตุนี้บทบาทของท่านจึงมักโดดเด่นดังที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่ (ชื่อเปโตรปรากฏมากกว่า 150 ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่) เปโตรกับน้องชายคืออันดรูว์เป็นชาวประมงหาปลาอยู่ที่ทะเลกาลิลี ท่านได้ทิ้งอาชีพและติดตามพระเยซูตลอดระยะเวลา 3 ปีที่พระเยซูทำพระราชกิจในโลกนี้
               หลังจากที่พระเยซูทรงเป็นขึ้นจากความตายและเสด็จสู่สวรรค์แล้ว เปโตรกลายเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญต่อคริสตจักรสมัยแรกเป็นอย่างมาก ท่านเป็นผู้นำพระกิตติคุณสู่คนยิว สู่สะมาเรียและสู่คนต่างชาติ เปโตรแต่งงานแล้วและอาจเป็นไปได้ที่ภรรยาของท่านร่วมเดินทางด้วยในการประกาศพระกิตติคุณ (1 คร 9.5) เปโตรมีบทบาทสำคัญในการอภิปรายปัญหาเมื่อมีการประชุมผู้นำที่กรุงเยรูซาเล็ม (กจ 15) แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้วเราไม่พบชื่อของท่านในหนังสือกิจการอีกเลย อาจเป็นเพราะว่าหลังจากการประชุมนั้นแล้ว เปโตรได้ออกประกาศนอกดินแดนปาเลสไตน์และทั้ง 5 เมืองในเขตแดนเอเชียไมเนอร์ ดังปรากฏใน 1 เปโตร 1.1 และบางทีอาจจะไปถึงกรุงโรม และถูกประหารชีวิตที่นั่น
                 1. เป็นจดหมายที่เขียนขึ้นเพื่อที่จะให้กำลังใจคริสเตียนที่กำลังเผชิญการข่มเหงอย่างหนัก  ให้อดทนต่อการทดลองอันเป็นเหมือนการทดสอบความเชื่อ
                 2. เป็นจดหมายที่ท้าทายให้ดำเนินชีวิตท่ามกลางการถูกข่มเหง ถ้าใครถูกข่มเหงเพราะเป็นคริสเตียนก็ให้อดทน แต่อย่าให้ใครถูกลงโทษเพราะการทำชั่ว อันจะเป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติพระเจ้า
                3. เป็นจดหมายที่หนุนใจคริสเตียนให้ถ่อมใจยอมอยู่ใต้กฏหมายบ้านเมือง  ในช่วงนั้นคริสเตียนถูกข่มเหงจากทางการ แต่เปโตรก็หนุนใจให้คริสเตียนเชื่อฟังและอยู่ใต้ผู้ปกครองบ้านเมือง และให้ถวายเกียรติแด่จักรพรรดิ์ อันเป็นท่าทีที่เหมาะสมของคริสเตียน
                    4. เป็นจดหมายที่ให้กำลังใจคริสเตียนให้อดทน โดยมองดูพระเยซูเป็นตัวอย่าง พระองค์ผ่านความทุกข์มามากเพื่อเรา และขณะเดียวกันท่านก็ชี้ให้เห็นว่า พี่น้องคริสเตียนทั่วโลกก็ประสบปัญหาเหมือนที่พวกเขาเป็นอยู่

2.  โครงเรื่องของพระธรรม 1 เปโตร

                1. คำทักทาย                                                                                            บทที่ 1.1-2
                2. คำสรรเสริญสำหรับพระคุณและความรอด                                            บทที่ 1.3-12
                3. คำหนุนใจให้มีชีวิตที่บริสุทธิ์ (บทที่ 1.13-5.11)
                                3.1 ข้อเรียกร้องของความบริสุทธิ์                                         บทที่ 1.13-2.3
                                3.2 ฐานะของผู้เชื่อ (บทที่ 2.4-12)
                                                ก. เป็นวิหารฝ่ายวิญญาณ                                      บทที่ 2.4-8
                                                ข. เป็นประชากรที่เลือกสรร                                   บทที่ 2.9-10
                                                ค. เป็นผู้อาศัยในโลกชั่วคราว                                 บทที่ 2.11-12
                                3.3 การยอมอยู่ใต้สิทธิอำนาจ (บทที่ 2.13-3.7)
                                                ก. ยอมอยู่ใต้ผู้ปกครองบ้านเมือง                               บทที่ 2.13-17
                                                ข. ยอมอยู่ใต้การปกครองของเจ้านาย                   บทที่ 2.18-20
                                                ค. ตัวอย่างการยอมจำนนของพระคริสต์                 บทที่ 2.21-25
                                                ง. ภรรยายอมอยู่ใต้การปกครองของสามี               บทที่ 3.1-6
                                                จ. หน้าที่ของสามีต่อภรรยา                                    บทที่ 3.7
                                3.4 หน้าที่ของทุกคน                                                             บทที่ 3.8-17
                                3.5 แบบอย่างของพระคริสต์                                              บทที่ 3.18-4.6
                                3.6 การดำเนินชีวิตวาระสิ้นยุค                                            บทที่ 4.7-11
                                3.7 การดำเนินชีวิตของผู้ที่ทนทุกข์เพื่อพระคริสต์               บทที่ 4.12-19
                                3.8 การดำเนินชีวิตของผู้อาวุโส                                              บทที่ 5.1-4
                                3.9 การดำเนินชีวิตของคนหนุ่ม                                              บทที่ 5.5-11
                4. จุดประสงค์ของจดหมาย                                                                         บทที่ 5.12
                5. คำทักทายส่งท้าย                                                                        บทที่ 5.13-14

3.  บทสรุป

                จงอดทนต่อความทุกข์ทรมานโดยมีท่าทีเช่นเดียวกับที่พระคริสต์มี

                ให้ลองจินตนาการดูสถานการณ์ต่อไปนี้ สามีซึ่งไม่เป็นคริสเตียนเมากลับมาบ้าน เขาคาดหวังว่าภรรยาซึ่งเป็นคริสเตียนและทำงานนอกบ้านมาทั้งวันแล้ว จะทำอาหารเย็นเตรียมไว้และล้างจานให้เรียบร้อยแล้ว เขายังบอกอีกว่าจะไปร่วมกลุ่มอธิษฐานไม่ได้จนกว่าจะทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อย และเป็นเช่นนี้มาตลอด 12 ปีของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เขายังห้ามเธอพาลูกชายคนเดียวไปโบสถ์ด้วย ถ้าหญิงคนนี้มาขอคำแนะนำจากคุณ คุณจะบอกเธอว่าอย่างไร
                คำตอบนั้นเห็นจะง่ายมาก สามารถสรุปได้คือ ให้ประพฤติการดี (3.6)  คือให้ยอมเชื่อฟังสามี (3.1-2) คำแนะนำนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่ยากมาก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า  ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่อยู่ที่ว่าจะทำเป็นเวลาปีแล้วปีเล่าได้อย่างไร แต่เธอก็มีความหวัง ไม่ใช่หวังในสถานการณ์ตอนนี้ แต่ในศักดิ์ศรีนิรันดร์ในอนาคต (1.7-8, 11)
                จงประพฤติการดี ไม่ใช่ทำสิ่งที่เอาตัวรอดได้ ไม่ใช่ทำสิ่งที่คนอื่นทำกัน ไม่ใช่ทำสิ่งที่สามัญสำนึกบอกว่าควรทำ ไม่ใช่ทำสิ่งที่สะดวกจะทำ ไม่ใช่ทำสิ่งที่ทำง่ายๆ ไม่ใช่ทำสิ่งที่ดูดี แต่ประพฤติการดี นี่คือ การอดทนต่อความทุกข์ทรมานโดยมีท่าทีเช่นเดียวกับพระเยซูคริสต์มี

 

 

พระธรรมฮีบรู


1.  เบื้องหลังการเขียน

      1.1  ผู้เขียน  จดหมายฉบับนี้ไม่ได้ระบุชื่อผู้เขียน แต่พอจะสรุปได้ว่าผู้เขียนเป็นชาวยิวที่มีความเชี่ยวชาญในภาษากรีกและพระคัมภีร์เดิมฉบับที่แปลเป็นภาษากรีก มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของยิวดีมาก และรู้จักทิโมธีเป็นอย่างดีโดยเรียกทิโมธีว่า ‘น้อง’ (13.23)
                จากข้อมูลดังกล่าวทำให้คริสเตียนในสมัยแรกๆลงความเห็นว่า ผู้เขียนน่าจะเป็นบารนาบัส ซึ่งได้รับฉายาว่า ‘ลูกแห่งการหนุนน้ำใจ’ แต่ต่อมาก็มีผู้ให้ความเห็นที่แตกต่างออกไป บางคนคิดว่าเป็นเปาโล บางคนก็คิดว่าน่าจะเป็นอปอลโล บางคนก็คิดว่าเป็นลูกา ดังนั้นเราจึงไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้เขียนจดหมายฉบับนี้

      1.2  จุดประสงค์   ผู้เขียนมีความห่วงใยว่า ผู้อ่านที่ตกอยู่ในอันตรายอาจจะหลงไปจากทางแห่งความเชื่อ จึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อเตือนพวกเขาให้ระมัดระวังรักษาความจริงไว้ และยังได้หนุนใจให้พวกเขาต่อสู้เพื่อไปถึงความไพบูลย์ฝ่ายวิญญาณในพระคริสต์ เพราะพระองค์ทรงเป็นหนึ่งในทุกทาง ยิ่งใหญ่กว่ากฎของโมเสสที่เขาถือ
                จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อหนุนใจ ตักเตือนคริสเตียนที่ท้อถอย และคนที่ยังเป็นทารกฝ่ายวิญญาณ ผู้เขียนใช้จดหมายฉบับนี้เพื่อเป็นอาหารแข็งฝ่ายวิญญาณที่ช่วยเสริมความเชื่อให้เข้มแข็ง เพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ยามที่ต้องเผชิญการทดลองต่างๆ ผู้เขียนเป็นห่วงว่าพวกเขาจะละทิ้งความเชื่อ และพลาดจากพระพรที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ ด้วยว่าผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ความหวังและความรักเท่านั้นที่จะได้เข้าสู่การพำนักของพระเจ้า

       1.3  ผู้รับ    ไม่ได้เอ่ยถึงว่าผู้รับเป็นใคร แต่มีหลักฐานว่าในปี ค.ศ.200  มีผู้เรียกจดหมายฉบับนี้ว่า ‘หนังสือที่มีไปถึงคนฮีบรู’ ซึ่งได้ให้หลักฐานว่าผู้ได้รับจดหมายเป็นผู้ที่รู้ประวัติศาสตร์ ธรรมบัญญัติ กฎระเบียบการนมัสการของชาวยิวเป็นอย่างดี และเป็นผู้ที่เคยได้รับการข่มเหงมาแล้วหลายครั้ง (10.32-34)

       1.4  เวลาที่เขียน   เราไม่แน่ใจว่าจดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นจากสถานที่ใด บ้างก็เชื่อว่าเขียนจากอเล็กซานเดรียในอียิปต์ (สถานที่ซึ่งชาวยิวได้อาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก) บางคนก็คิดว่าเขียนมาจากโรม เพราะมีข้อความตอนหนึ่งเขียนว่า ‘พวกพี่น้องที่มาจากอิตาลีก็ฝากความคิดถึงมายังท่านด้วย’ (13.24)  แต่อย่างไรก็ตามคำอธิบายที่ดีที่สุดคือ มีกลุ่มผู้เชื่อจากอิตาลีอยู่กับผู้เขียนในเวลานั้น และพวกเขาฝากความคิดถึงกลับไปบ้าน ดังนั้นจุดหมายปลายทางของจดหมายฉบับนี้น่าจะเป็นกรุงโรมมากกว่า
                เวลาที่เขียนจดหมายฉบับนี้ประมาณปี ค.ศ.65 มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่า ฮีบรูถูกเขียนขึ้นก่อน ค.ศ.70 ซึ่งเป็นปีที่พระวิหารและระบบการถวายบูชาถูกทำลายลง เมื่อเนื้อหาในจดหมายมุ่งประเด็นว่า แท้จริงการตายของพระคริสต์นั้นได้ทดแทนระบบการถวายบูชาอันสมบูรณ์ในพระคัมภีร์เดิมแล้ว การเปรียบเทียบนี้คงไม่มีน้ำหนักหากพระวิหารได้ถูกทำลายลงแล้ว
                ยังมีอีกประเด็นหนึ่งคือ การกล่าวถึงเรื่องการข่มเหงที่เกิดขึ้นกับคริสเตียน สนับสนุนว่านั่นคือเวลาเริ่มต้นของการข่มเหงใหญ่ในสมัยของจักรพรรดิเนโร พวกเขาต้องพบกับความทุกข์ยากอันแสนสาหัสที่รออยู่ข้างหน้า (12.4)

       1.5  ลักษณะพิเศษ
               1. ผู้รับจดหมาย   ผู้เขียนฮีบรูไม่ได้ส่งจดหมายฉบับนี้ถึงกลุ่มคนที่กระจัดกระจายอยู่โดยไม่รู้จัก หากแต่เขียนถึงคนที่เขารู้จักดี ดังจะเห็นได้จากคำที่ผู้เขียนใช้ตลอดเวลา เช่น  ‘เรา’ และ ‘ให้เรา’ และใช้คำว่า ‘พี่น้อง’ ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้เขียนตั้งใจเขียนถึงผู้อ่านที่เป็นคริสเตียน  ซึ่งชื่อเดิมว่า‘จดหมายถึงชาวฮีบรู’ สนับสนุนความคิดที่ว่า ผู้รับคือคริสเตียนชาวยิวซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อถือที่สืบมาของคริสตจักร และในจดหมายที่มักอ้างอิงถึงพระคัมภีร์เดิมอยู่เสมอ รวมทั้งการพูดถึงอาโรน โมเสส และ ระบบปุโรหิต เรื่องเหล่านี้ล้วนสำคัญต่อชาวยิว แต่ตรงข้ามกับคนต่างชาติซึ่งจะไม่ประทับใจกับเรื่องเหล่านี้เลย จึงสรุปได้ว่าผู้รับคือคริสเตียนยิว
                2. มีคำเตือนอย่างรุนแรง 5 ตอน ในหนังสือฮีบรูที่เตือนเรื่องการหลงทางจากความจริงของพระเจ้า ข้อพิพาทที่กล่าวถึงทั้งหมดในฮีบรูก็เกี่ยวโยงกับ 5 ตอนนี้ทั้งสิ้น แม้ว่าคำเตือนเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุหลักของการโต้แย้งในฮีบรู แต่ก็มีความสำคัญต่อการอธิบายพระธรรมเล่มนี้เป็นอย่างมาก และจำเป็นที่จะต้องพิจารณาดูสภาพการณ์ของแต่ละตอนด้วย คำเตือนเหล่านี้ปรากฏอยู่ใน 2.1-4, 3.7-4.13, 5.11-6.20, 10.26-39 และ 12.12-29
                ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เตือนผู้อ่านถึงการหันเสียจากความจริงของพระเจ้าซึ่งจะหลงไปจากทางแห่งความรอดซึ่งพระเจ้าประทานให้ทางพระเยซูคริสต์ ข้อความเหล่านี้ทำให้บางคนคิดว่า เป็นไปได้ที่ผู้เชื่อแท้จะสูญเสียความรอดของตน แต่พระคัมภีร์ใหม่มีข้อพิสูจน์ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ และยังยืนยันถึงความรอดอันมั่นคงนิรันดร์ของผู้เชื่อที่แท้จริงด้วย หลายคนกล่าวว่าข้อพระคัมภีร์เหล่านี้หมายถึงคนที่ประกาศตนว่าเป็นคริสเตียน แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้เชื่อ

2.  โครงเรื่องของพระธรรม ฮีบรู

                1. บทนำ - การสำแดงใหม่อันสุดยอดของพระเจ้า                                  บทที่ 1.1-4
                2. พระคริสต์ทรงยิ่งใหญ่กว่าผู้นำในพันธสัญญาเดิม  (บทที่ 1.5-7.28)
                                2.1 พระคริสต์ทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าทูตสวรรค์ (บทที่ 1.5-2.18)
                                                ก. พระคัมภีร์ยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของพระบุตร       บทที่ 1.5-14
                                                ข. หนุนใจไม่ให้เพิกเฉยต่อการสำแดงในพระบุตร           บทที่ 2.1-4
                                                ค. พระคัมภีร์ตอนอื่นๆที่ยืนยันความยิ่งใหญ่ของพระบุตร บทที่ 2.5-18
                                2.2 พระคริสต์ทรงยิ่งใหญ่กว่าโมเสส  (บทที่ 3.1-4.13)
                                                ก. ภาพแสดงความยิ่งใหญ่ของพระคริสต์                        บทที่ 3.1-6
                                                ข. คำหนุนใจให้เข้าสู่ความรอดและการพัก                    บทที่ 3.7-4.13
                                2.3 พระคริสต์ทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าปุโรหิตอาโรน   (บทที่ 4.14-7.28)
                                                ก. คำหนุนใจให้ยึดมั่นในความเชื่อ                                 บทที่ 4.14-16
                                                ข. คุณสมบัติของปุโรหิต                                       บทที่ 5.1-10
                                                ค. คำหนุนใจให้ละทิ้งความเฉื่อยชาฝ่ายวิญญาณ      บทที่ 5.11-6.12
                                                ง. ความแน่นอนของพระสัญญาของพระเจ้า            บทที่ 6.13-20
                                                จ. ระบบปุโรหิตที่ยิ่งใหญ่ของพระคริสต์                บทที่ 7
                3. ความยิ่งใหญ่ของการถวายเครื่องบูชาชองมหาปุโรหิตใหญ่ของเรา  (บทที่ 8-10)
                                3.1 พันธสัญญาที่ดีกว่า                                                          บทที่ 8
                                3.2 พระวิหารที่ดีกว่า                                                               บทที่ 9.1-12
                                3.3 เครื่องบูชาที่ดีกว่า                                                     บทที่ 9.13-10.18
                                3.4 คำหนุนใจและท้าทาย                                                บทที่ 10.19-39
                4. คำวิงวอนให้ยืนหยัดในความเชื่อ  (บทที่ 11-12)
                                4.1 ตัวอย่างของวีรบุรุษแห่ความเชื่อในอดีต                               บทที่ 11
                                4.2 คำหนุนใจให้ยืนหยัดในความเชื่อ                                        บทที่ 12.1-11
                                4.3 คำท้าทายให้ยืนหยัดในความเชื่อ                                  บทที่ 12.12-17
                                4.4 แรงจูงใจในการยืนหยัดในความเชื่อ                            บทที่ 12.18-29
                5. สรุป                                                                                                      บทที่ 13

3.  บทสรุป

มีคริสเตียนหลายคนที่อยากจะละทิ้งความเชื่อไปเสีย มีบางคนพูดว่า ‘คริสตจักรเต็มไปด้วยพวกหน้าซื่อใจคด’  หรือ ‘ศาสนาคริสต์ไม่ได้เป็นคำตอบ’ หรือ ‘ถ้าพระเจ้ามีจริง ทำไมจะต้องพบกับความลำบากเช่นนี้’ หรือ ‘ทำไมต้องถูกข่มเหงเพราะการเป็นคริสเตียน’ คนที่คิดเช่นนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เขาไม่ได้เพ่งมองไปที่พระเยซูคริสต์ แต่ไปดูที่คริสตจักร หรือผู้นำบางคน หรือความทุกข์ทรมานของตนเอง  บ่อยครั้งเมื่อเราต้องทนทุกข์ทรมาน เราก็มักจะลืมไปว่า ความทุกข์เหล่านั้นสืบเนื่องมาจากความบาปของเราเอง (12.16) เราควรสารภาพความบาปของเราต่อพระเจ้าและมีชีวิตที่บริสุทธิ์ (12.14)
                แต่บางครั้งเราก็ไม่ได้ทุกข์ทรมานจากความบาปของเราเอง ทว่าเป็นความเชื่อของเราต่างหาก และยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่ความบาป แต่อาจเรียกว่า ‘สิ่งที่ถ่วงอยู่’ (12.1) สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคของเราในการเป็นคริสเตียนและการมีชีวิตที่บริสุทธิ์ สิ่งที่ถ่วงอยู่อาจเป็นความขมขื่น (12.15) ความรักเงินทอง (13.5) และความเชื่อในคำสอนที่แปลกๆ (13.9) หากเราต้องการเป็นคริสเตียนที่ดี เราต้องปล่อยวางสิ่งที่ถ่วงอยู่เหล่านี้ลง และมีความรักต่อกันฉันพี่น้อง (13.1) ระลึกถึงผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะความเชื่อ (13.3) รักษาชีวิตสมรสให้เป็นที่นับถือแก่คนทั้งปวง (13.4) เชื่อฟังผู้นำ (13.7, 17) ยอมถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม (13.13) และที่สำคัญที่สุดคือให้เพ่งมองไปที่องค์พระเยซูคริสต์เจ้า (12.2) ซึ่งทรงเป็นผู้สื่อสาร ผู้เผยพระวจนะ และมหาปุโรหิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า พระองค์ทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ วันนี้และสืบๆไปเป็นนิจ (13.8)

            ในพระธรรมฮีบรูใช้คำว่า ‘ดีกว่า/ยิ่งใหญ่กว่า’ ถึง 15 ครั้ง เพราะฉะนั้น

                จงยึดมั่นในความเชื่อเพราะพระผู้ช่วยให้รอดของท่านยิ่งใหญ่ที่สุด

พระธรรมฮีบรูแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ว่า
 เป็นเหมือนภาพถ่ายกับบุคคลจริง นั่นคือ พันธสัญญาเดิมเป็นเงาของพระเยซูคริสต์
พันธสัญญาเดิม
พันธสัญญาใหม่
การนำไปใช้
เครื่องถวายบูชาของผู้กระทำผิดบาป
การถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาของพระเยซูผู้ปราศจากบาป
พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ
พระวิหาร เน้นตัวอาคาร
เน้นการครอบครองของพระคริสต์
พระเจ้าเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง
เป็นแบบจำลอง
เป็นความจริง
ไม่ใช่ชั่วคราวแต่ชั่วนิรันดร์
เข้าเฝ้าพระเจ้าได้จำกัด
เข้าเฝ้าได้ตลอดเวลา
เราเข้าเฝ้าได้โดยส่วนตัว
มีความกลัวเป็นพื้นฐาน
มีความรักและการให้อภัย
เราได้รับความรักและการอภัย
เชื่อฟังกฏเกณฑ์
ปรนนิบัติพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์
ความสัมพันธ์ไม่ใช่กฏระเบียบ
เป็นความพยายามของมนุษย์
เป็นพระคุณของพระเจ้า
เริ่มโดยความรักของพระเจ้า
ต้องถวายบูชาอย่างต่อเนื่อง
ถวายบูชาครั้งเดียวพอ
เราได้รับการไถ่โดยพระโลหิต

 
 

พระธรรมยากอบ


1.  เบื้องหลังการเขียน

      1.1  ผู้เขียน  จากข้อความในจดหมายและหลักฐานอื่นๆพอจะยืนยันได้ว่า จดหมายนี้เขียนโดย ยากอบน้องชายของพระเยซู  (กาลาเทีย 1.19) ไม่ใช่อัครสาวกยากอบ บุตรเศเบดีที่ถูกเฮโรดประหาร (กจ 12.2) ในราวปี ค.ศ.44 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาของคริสตจักรยุคแรก    การคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ยากอบหันมาสู่ความเชื่อในพระเยซูคริสต์ (1 โครินธ์ 15.7) และต่อมาท่านได้เป็นผู้นำของคริสตจักรในเยรูซาเล็มซึ่งเป็นเสมือนคริสตจักรแม่ของคริสตจักรทั่วโลก ท่านเป็นที่เคารพนับถือของคริสตชนในยุคนั้นมาก และยังเป็นสาวกที่ประกาศข่าวประเสริฐแก่ชาวยิวโดยเฉพาะ (กาลาเทีย 2.9) ยากอบถูกประหารชีวิตเมื่อประมาณ ค.ศ. 60-65

       1.2  จุดประสงค์   จดหมายของยากอบมีคำสอนคล้ายคลึงกับคำสอนของพระเยซูคริสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคล้ายกับคำเทศนาบนภูเขา ยากอบมีวิธีประกาศตามแบบของพระเยซูคริสต์ ท่านไม่ได้พูดถึงการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ เพราะเห็นว่าผู้รับจดหมายนี้คงทราบชีวประวัติและความยิ่งใหญ่ของพระองค์แล้ว แต่ท่านได้ชี้ให้ผู้อ่านได้เห็นถึงสภาพอันชั่วร้ายของพวกเขา (1.21, 2.1-4) และแนะนำวิธีแก้ไข (3.2, 17-18) เพื่อนำเขามาสู่ความสุขที่บริบูรณ์อย่างแท้จริง ท่านเตือนให้พวกเขาเลิกเป็นคนหน้าซื่อใจคด (1.22, 2.14-16,3.17) การฟังและเรียนรู้พระบัญญัตินั้นไม่เพียงพอ (1.22) เขาต้องประพฤติตามด้วย และใช้พระวจนะเป็นมาตรฐานการดำเนินชีวิตทุกด้าน (1.25, 2.8-12) เช่นในยามถูกทดลอง การใช้คำพูด (3.1-42) การทำมาหาเลี้ยงชีพ การวางแผนต่างๆ การอดทนต่อกางเขน การทนทุกข์และการอธิษฐาน นอกจากนั้นท่านยังหนุนใจให้ธรรมิกชนยอมรับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์และติดตามพระองค์ไป ซึ่งหมายถึงการยอมทนทุกข์เพื่อพระองค์ จนกว่าจะได้รับรางวัล คือ มงกุฏแห่งชีวิต

       1.3  ผู้รับ    ยากอบเขียนถึงผู้เชื่อทุกคนในเวลานั้นและเรียกเขาว่าเป็น ‘คนสิบสองเผ่าที่กระจัดกระจาย’ เพราะตั้งแต่อาณาจักรอิสราเอลฝ่ายเหนือแตกในราปี 722 กคศ. และฝ่ายใต้แตกในราวปี 586 กคศ. คนอิสราเอลสิบสองเผ่ากระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ ต่อมายากอบได้ใช้คำนี้เรียกคริสเตียนยิวในสมัยนั้นและรวมไปถึงผู้เชื่อที่เป็นคนต่างชาติด้วย เพราะทุกคนที่มาเชื่อพระเยซูกลายเป็นคนอิสราเอลใหม่ จดหมายนี้ไม่ได้เขียนเจาะจงถึงคริสตจักรใดคริสตจักรหนึ่งโดยตรง แต่เฉพาะอย่างยิ่งถึงชาวยิวที่อพยพและกระจัดกระจายอยู่ในต่างแดน (1.1, 4.13)
                ‘ คนสิบสองเผ่า’ เป็นชื่อที่ใช้เรียกชาวยิวทั่วไปในสมัยนั้นหลังจากที่กรุงสะมาเรียแตก(2พงษ์กษัตริย์ 17) ชาวยิวหลายเผ่าได้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ในข้อ 1.1 ท่านยากอบได้เรียกตนเองว่าเป็น ‘ผู้รับใช้พระเจ้า’ และ ‘ของพระเยซูคริสต์’

       1.4  เวลาที่เขียน   จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นที่กรุงเยรูซาเล็ม ประมาณปี ค.ศ.45-50 ซึ่งนับได้ว่าเป็นจดหมายฉบับแรกที่เขียนขึ้น มีหลักฐานบางประการที่ยืนยันว่า  ยากอบเขียนขึ้นในช่วงแรกๆของการตั้งคริสตจักร ได้แก่
                1. บทที่ 5.7-9 กล่าวถึงการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์และหนุนใจให้คริสเตียนอดทน ซึ่งในคริสตจักรยุคแรกคาดหวังว่าพระองค์จะเสด็จมาโดยเร็ว จดหมายนี้จึงน่าจะเขียนขึ้นในช่วงแรกๆ เพราะในช่วงหลังคริสเตียนเริ่มรู้สึกว่า การเสด็จกลับมาคงจะไม่ได้เกิดขึ้นในยุคพวกเขาเป็นแน่
                2. ยากอบไม่ได้กล่าวถึงข้อขัดแย้งในการรับชาวต่างชาติมาเป็นคริสเตียน ซึ่งการที่คริสตจักรยอมรับชนต่างชาติที่เชื่อเข้ามาสู่คริสตจักรนั้นเกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ.48-49 ดังนั้นยากอบน่าจะเขียนขึ้นก่อนเหตุการณ์นี้
                3. บทที่ 2.2 เรียกที่ประชุมของคริสเตียนในสมัยนั้นว่า ธรรมศาลา ซึ่งแสดงว่าเป็นช่วงแรกๆของคริสตจักรที่ยังใช้ระบบระเบียบการนมัสการแบบยิวอยู่ จนกระทั่งต่อมาจึงใช้คำว่าคริสตจักรแทน
                4. บทที่ 5.14  ผู้ปกครองคริสจักร (แบบจากยิว) แต่ไม่ได้กล่าวถึงมัคนายก หรือ บิชอป ซึ่งเป็นโครงสร้างการปกครองในช่วงหลัง จดหมายนี้จึงน่าจะเขียนขึ้นในช่วงแรกที่การปกครองยังไม่เป็นระบบ
                5. ยากอบเน้นถึงกฎบัญญัติ การประพฤติ ศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของคริสตจักรในช่วงแรกๆเมื่อยิวมาเป็นคริสเตียน เนื่องจากยิวรู้กฎบัญญัติดีอยู่แล้ว จึงต้องช่วยในสิ่งที่เขารู้ดีอยู้แล้วให้กลายมาเป็นการดำเนินชีวิต

       1.5  ลักษณะพิเศษ

                1. มีลักษณะความเป็นยิว ยากอบมักจะอ้างจากพระคัมภีร์เดิมมาเป็นสิ่งสนับสนุนแนวคิดของท่านหลายครั้ง เช่น 1.11, 2.8, 2.11, 2.23 และ 4.6 นอกจากนี้ยังอ้างจากเบญจบรรณ สุภาษิต สดุดี โยบ และ 1 พงษ์กษัตริย์
                2. การเขียนค่อนข้างง่าย ไม่มีศาสนศาสตร์ที่ยาก
                3. เน้นการดำเนินชีวิตในความเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อและการประพฤติ
               4. แสดงให้เห็นว่ายากอบเข้าใจและรู้หลักคำสอนของพระเยซูคริสต์จริงๆ คำสอนใกล้เคียงกับคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูมากๆ
                5. ยากอบใช้ภาษากรีกที่สละสลวยมาก
                6. เน้นการประพฤติมากกว่าหลักข้อเชื่อ        ด้วยเหตุนี้คำสอนของยากอบจึงถูกมองว่าขัดแย้งกับหลักคำสอนของเปาโล และศาสนศาสตร์เรื่องความรอดในพระคัมภีร์ แต่แท้จริงแล้วยากอบมิได้สอนว่า มนุษย์จะได้รับความรอดโดยการประพฤติและความเชื่อ แต่ท่านสอนว่าความประพฤติจะต้องเป็นผลที่เกิดจากความเชื่อแท้
                7. มีลักษณะเหมือนคำเทศนามากกว่าจดหมาย เน้นเรื่องการใช้สติปัญญาและความประพฤติ

2.  โครงเรื่องของพระธรรม ยากอบ

                1. คำทักทาย                                                                                        บทที่ 1.1
                2. ความทุกข์ลำบากและการทดลอง  (บทที่ 1.2-18)
                                2.1 การทดสอบความเชื่อ                                                       บทที่ 1.2-12
                                2.2 ต้นเหตุแห่งการทดลอง                                                   บทที่ 1.13-18
                3. การฟังและการประพฤติ                                                                   บทที่ 1.19-27
                4. ห้ามไม่ให้ลำเอียง                                                                               บทที่ 2.1-13
                5. ความเชื่อและการประพฤติตาม                                                        บทที่ 2.14-26
                6. การควบคุมลิ้น                                                                                   บทที่ 3.1-12
                7. สติปัญญาสองแบบ                                                                            บทที่ 3.13-18
                8. ตักเตือนไม่ให้ดำเนินชีวิตตามอย่างโลกนี้  (บทที่ 4)
                                8.1 การทะเลาะวิวาท                                                             บทที่ 4.1-3
                                8.2 การไม่สัตย์ซื่อฝ่ายวิญญาณ                                              บทที่ 4.4
                                8.3 ความเย่อหยิ่ง                                                                    บทที่ 4.5-10
                                8.4 การใส่ร้ายป้ายสี                                                               บทที่ 4.11-12
                                8.5 การโอ้อวด                                                                        บทที่ 4.13-17
                9. ตักเตือนคนร่ำรวยที่ข่มเหงคนยากจน                                              บทที่ 5.1-6
                10. คำหนุนใจทั่วๆไป  (บทที่ 5.7-20)
                                10.1 เกี่ยวกับความอดทนและความทุกข์                             บทที่ 5.7-11
                                10.2 เกี่ยวกับการสาบาน                                                        บทที่ 5.12
                                10.3 เกี่ยวกับการอธิษฐานและความเชื่อ                               บทที่ 5.13-18
                                10.4 เกี่ยวกับคนที่หลงไปจากความจริง                                 บทที่ 5.19-20

3.  บทสรุป

            ในพระธรรมยากอบมีบทเรียนมากมายที่คริสเตียนส่วนใหญ่จะเข้าใจได้ไม่ยาก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะนำอะไรมาประยุกต์ใช้ แต่อยู่ที่ว่าจะประยุกต์ใช้เมื่อใดต่างหาก เราควรจะถามตัวเองว่า
-          เราถูกทดลองเรื่องความลำเอียงต่อคนมั่งมีหรือไม่
-          เราถูกทดลองโดยการควบคุมคำพูดไม่ได้หรือไม่
-          เราถูกทดลองในเรื่องกิเลสตัณหาหรือไม่
-          เราถูกทดลองเรื่องการเอารัดเอาเปรียบคนจนหรือไม่
-          เราถูกทดลองโดยการขาดความเชื่อเมื่อถูกคนอื่นเอารัดเอาเปรียบหรือไม่
 
ความเชื่อที่ไม่เคยถูกทดลองไม่มีวันเติบโตได้