Monday, December 14, 2015

การเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์

สัปดาห์ที่ 17     การเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์          ชั้น พระธรรมวิวรณ์ คริสตจักรพลับพลา
 วิวรณ์ บทที่ 20.1-20.6
                                          ตารางเปรียบเทียบการเสด็จมาครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ของพระคริสต์
การเสด็จมาครั้งแรก
การเสด็จมาครั้งที่ 2
1. เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ โดยผ่านครรภ์ของหญิงพรหมจารีย์ มารีย์ (มัทธิว 1:23)
1. เสด็จมาจากสวรรค์ในลักษณะ จอมกษัตริย์ และจอมเจ้านาย (วิวรณ์ 19:11,16) เหล่าพลโยธาตามเสด็จมาด้วย (วิวรณ์ 19:14)
2. ทรงประทับอยู่ที่รางหญ้า (ลูกา 2:7)
2. ทรงประทับบนพระบัลลังก์ (วิวรณ์ 20:4)
3. ทรงเป็นพระเมษโปดกที่ถวายพระองค์ เองเป็นเครื่องบูชา อันปราศจากตำหนิ
 (ฮีบรู 9:28)
3. ทรงเป็นผู้พิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย ตามการกระทำของมนุษย์ที่ได้กระทำ (20:11-13) ยกเว้น ผู้ที่มีชื่อในหนังสือแห่งชีวิต ของพระเมษปโดก (20:15, 21:27)
4. สำเร็จแล้ว (ยอห์น 19:30) แผนการทรงไถ่มนุษยชาติให้รอด สำเร็จแล้วที่กางเขน
4. เราจะมาในเร็วๆ นี้แน่นอน (วิวรณ์ 22:20) เพื่อปกครองโลกนี้ ตามที่ได้สำแดงนิมิตไว้ (วิวรณ์ 20:4)
5. ผู้ที่เชื่อวางใจจะได้ชีวิตนิรันดร์ไม่พินาศ (ยอห์น 3:16)
5. ผู้ที่เชื่อวางใจ ได้ดำรงชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ (วิวรณ์ 22:4-5)

1. การผูกมัดซาตาน  (20.1-3) เหตุการนี้เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาจากบทที่ 19  หลังจากที่ได้ทิ้งสัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะจอมปลอมลงไปในบึงไฟกำมะถัน และได้ทำลายกองทัพของมันเสีย  เมื่อเจ้าผู้ครองโลกและผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ รวมทั้งกองทัพของพวกมันถูกทำลายไปแล้ว พระคริสต์ก็ได้หันมาจัดการกับซาตาน ยอห์นได้เห็นทูตองค์หนึ่งมาจากสวรรค์ ท่านถือกุญแจบาดาลและโซ่ใหญ่  และได้จับพญานาคมัดไว้แล้วโยนลงไปในบาดาลนั้น ลั่นกุญแจขังมันไว้ เพื่อไม่ให้มันออกมาล่อลวงประชาชนได้อีกต่อไป เป็นเวลาพันปี
            มีคำถามว่า ซาตานถูกมัดไว้เมื่อครั้งพระเยซูคริสต์เสด็จมาครั้งที่หนึ่ง หรือการเสด็จมาครั้งที่สอง ??
แนวคิดในเรื่องพันปี
คำว่า มิลเลนเนียม (millenniem) มาจากภาษาลาตินแปลว่า พันปี ซึ่งอ้างมาจาก พระธรรมวิวรณ์ บทที่ 20 ข้อ 1-7  ซึ่งมีคำว่า พันปี ถึง 6 ครั้ง  ย่อมทำให้สามารถสรุปได้ว่าน่าจะเป็น 1000 ปี ตามตัวอักษร เพราะถ้า พันปี หมายถึงช่วงเวลาที่ยาวนานไม่มีกำหนดที่แน่นอนเหมือนบางกลุ่มยึดถือ ยอห์นก็น่าจะกล่าวว่า พระคริสต์จะครองราชย์เป็นระยะเวลายาวนาน เหมือนกับที่กล่าวว่า ซาตานจะถูกปล่อยออกมาเป็นระยะเวลาชั่วขณะหนึ่ง (20.3) ช่วงพันปีนี้เราเรียกว่า การปกครองพันปี (The Millennium)  คือ พันปีที่พระคริสต์ทรงปกครองอยู่ในโลกนี้
ทัศนะเรื่องพันปีมี 3 แนวความคิดที่แตกต่างกัน
1. ทัศนะก่อนพันปี (Premillennialism)
ทัศนะของกลุ่มก่อนพันปี (Premillennialism) เชื่อว่าพระเยซูคริสต์จะทรงเป็นกษัตริย์ครอบครองอยู่บนโลกนี้ตามคำพยากรณ์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เดิมที่ว่า  ‘เพื่อการปกครองของท่านจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้นและสันติภาพจะไม่มีสิ้นสุด  เหนือพระที่นั่งของดาวิด  และเหนือราชอาณาจักรของพระองค์ที่สถาปนาไว้  และเชิดชูไว้ด้วยความยุติธรรมและด้วยความชอบธรรมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนนิรันดรกาล ความกระตือรือร้นของพระเจ้าจอมโยธาจะกระทำการนี้‘ (อิสยาห์ 9:7) ตามทัศนะนี้พระคริสต์จะเสด็จกลับมาครั้งที่สองและอยู่ปกครอง 1000 ปี โดยมีการแบ่งช่วงเวลาดังนี้
1.  ปัจจุบันเป็นคริสตจักรยุคสุดท้ายพระคริสต์จะเสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่ง (1 เธสะโลนิกา 4:16)
2.  รับคริสตจักรขึ้นไป
3.  สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เชื่อในพระคริสต์ก็ต้องอยู่ทนทุกข์เวทนาครั้งใหญ่บนโลกนี้เป็นเวลา 7 ปี คือ ช่วงกลียุค
4.  เมื่อผ่านช่วงกลียุค 7 ปีแล้ว พระคริสต์จะเสด็จมาพร้อมด้วยเหล่าพลโยธาในสวรรค์ที่สวมอาภรณ์ผ้าป่านเนื้อ         ละเอียดขาวบริสุทธิ์ (20:14)
5.  หลังจากปราบซาตานแล้ว พระองค์ทรงปกครองโลกนี้ 1000 ปี  
6.  หลังจาก 1000 ปี จึงปล่อยซาตานออกมาชั่วขณะหนึ่ง ให้ออกไปล่อลวงบรรดาประชาชาติทั้งสี่ทิศของแผ่น           ดินโลก ให้มาชุมชนทำศึกสงครามกับพระคริสต์และธรรมิกชนของพระองค์ แต่พระเจ้าได้ให้ไฟตกจาก           สวรรค์มาเผาผลาญคนเหล่านั้น (20:7-9) และซาตานก็ถูกโยนลงในบึงไฟที่สัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะเทียม               เท็จอยู่ (20:10)
7.  ต่อจากนั้นก็เป็นการพิพากษา ณ พระที่นั่งใหญ่สีขาว บรรดามนุษย์ทั้งคนเป็นและคนตายที่ไม่มีชื่ออยู่ใน              หนังสือแห่งชีวิตก็จะถูกพิพากษาตามการกระทำของตน (20:11-15) และสุดท้ายก็เป็นท้องใหม่ และแผ่นดิน    โลกใหม่ ซึ่งเป็นที่อยู่นิรันดร์ของธรรมมิกชนทุกคน
นอกจากนี้แล้วทัศนะของกลุ่มก่อนพันปี (Premillennialism) ยังมีจุดเด่นที่เชื่อว่าสุดท้ายชนชาติอิสราเอลจะกลับใจได้รับความรอด และมีบทบาทสำคัญยิ่งในช่วงทุกข์เวทนาครั้งยิ่งใหญ่  ส่วนศูนย์กลางของการปกครองพันปีอยู่ที่เยรูซาเล็ม
2. ทัศนะหลังพันปี (Postmillennialism)
เชื่อว่าแผ่นดินของพระเจ้ากำลังขยายออกไปโดยการสอน และการประกาศพระกิตติคุณของคริสเตียน จากพันธกิจนี้เอง จะทำให้คนส่วนมากกลับใจมาเป็นคริสตชน และทำให้โลกเปลี่ยนเป็นอาณาจักรของพระเจ้าและอาณาจักรนี้จะดำเนินไปอย่างมั่งคงสมบูรณ์ ซึ่งเป็นระยะที่เรียกว่า การปกครองพันปี (millennialism) ด้วยเหตุนี้คริตจักรจึงมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในสังคม และการปกครองนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาพิพากษา หลังจากพิพากษาแล้วก็เป็นช่วงท้องฟ้าใหม่กับแผ่นดินโลกใหม่
ทรรศนะนี้ถูกปฏิเสธในศตวรรษที่ 20  เพราะมีการต่อต้าน ข่มเหงคริสเตียนบนโลกมากมาย และโลกนี้ก็ไม่ได้ดีขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณแม้แต่น้อย
3. ทัศนะไม่มีพันปี (Amillennialism)
ปฏิเสธแนวคิดพันปีตามตัวอักษร  เชื่อว่าพระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงถึงการปกครองพันปีบนโลกนี้ อาณาจักรของพระเจ้าในปัจจุบัน ก็อยู่ภายใต้การปกครองของพระคริสต์แล้ว หรืออีกนัยหนึ่งคริสตจักรในปัจจุบัน ก็คือ การปกครองพันปี (millennialism) เพราะฉะนั้น พันปี คือ ระยะเวลาระหว่างการเสด็จมาครั้งที่หนึ่งถึงครั้งที่สองของพระคริสต์ อาณาจักรของพระเจ้าเป็นเรื่องของฝ่ายจิตวิญญาณจะต้องต่อสู้กับอาณาจักรของความชั่วตลอดไป จนกระทั่งการเสด็จมาของพระคริสต์จึงจะสิ้นสุดลง  มีการพิพากษาและก้าวเข้าท้องฟ้าใหม่แผ่นดินโลกใหม่

ข้อสังเกตจากทั้ง 3 ทัศนะ
1. การจัดระยะเวลาและการลำดับเรื่องของทั้งสามทัศนะ
- ทัศนะก่อนพันปีเชื่อว่าคริสตจักรถูกรับขึ้นไปก่อน (Rapture)   ซึ่งแสดงถึงความเที่ยงธรรมของพระเจ้าเพราะคริสตจักรได้เชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรับความทุกขเวทนาจากภัยพิบัติยิ่งใหญ่ที่เป็นพระพิโรธของพระเจ้าต่อผู้ที่ไม่เชื่อในพระองค์ แล้วพระคริสต์จะเสด็จมาเผด็จศึกในสงครามอารมาเกดโดนและปกครองบนโลก
เป็นจอมกษัตริย์ 1000 ปี
- ทัศนะหลังพันปี เชื่อว่าการปกครองพันปี คือ ระยะเวลาที่คริสตจักรจะนำประชาชาติไปสู่การปกครองที่ดีขึ้นเต็มไปด้วยความชอบธรรมและสันติสุข หลังจากนั้นพระคริสต์จึงเสด็จมาเพื่อพิพากษาคนเป็นและคนตาย
            - ทัศนะไม่มีพันปีเชื่อว่า คริสตจักรปัจจุบันก็คือ การปกครองพันปี ซึ่งมีช่วงระยะระหว่างการเสด็จมาครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2
2. การตีความหมายของทั้ง 3 ทัศนะ
- ทัศนะก่อนพันปี จะตีความหมายตามลำดับของเหตุการณ์ที่บันทึกในพระธรรมวิวรณ์และ อธิบายความตามความหมายในตัวอักษร อิสราเอลคือ อิสราเอล เยรูซาเล็มคือ เยรูซาเล็ม พันปีก็คือ พันปี
- ทัศนะไม่มีพันปี จะตีความหมายของพระธรรมวิวรณ์ส่วนใหญ่เป็นภาษาสัญลักษณ์ ฉะนั้นการปกครองพันปีจึงเป็นการปกครองที่ชอบธรรม และเต็มด้วยสันติสุขมากกว่าเน้นระยะการปกครอง 1000 ปี
- ทัศนะหลังพันปี เช่นเดียวกับทัศนะไม่มีพันปี จะตีความหมายของพระธรรมวิวรณ์ส่วนใหญ่เป็นภาษาสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันคือ ทัศนะนี้จะประยุกต์เนื้อหาของพระธรรมวิวรณ์ เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการปกครองพันปีจึงเป็นภาพของคริสตจักรในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามทั้ง 3 ทัศนะมีความเห็นตรงกันที่การพิพากษาของพระเจ้าจะมีขึ้นหลังจากพระคริสต์เสด็จมา จะทรงพิพากษาคนเป็นและคนตาย แม้ว่ารายละเอียดจากการอธิบายจะแตกต่างกันบ้าง

2. การปกครองของพระคริสต์ในโลก 1000 ปี   (20:4 - 6)
ยอห์นได้บันทึกต่อมาว่า ท่านได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์ และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์เป็นผู้ที่จะพิพากษา  บัลลังก์ที่เห็นน่าจะเป็นที่ที่ผู้อาวุโส 24 คนนั่งพิพากษา  ส่วนดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะนั้น คือผู้ที่อยู่ในช่วงภัยพิบัติที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับสัตว์ร้ายและยืนหยัดอยู่ฝ่ายพระเยซู    คนเหล่านี้จะฟื้นขึ้นมาครอบครองร่วมกับพระคริสต์ (20:4) การที่ยอห์นสามารถเห็นคนเหล่านั้น แสดงว่าเขาคงได้รับกายชั่วคราว การฟื้นจากความตายครั้งแรกนี้ หมายถึงการฟื้นจากความตายครั้งแรกก่อนที่จะมีการพิพากษาหน้าพระที่นั่งใหญ่สีขาว เพราะยังมีการฟื้นขึ้นมาจากความตายอีกครั้ง ของผู้ที่ยังไม่ได้เชื่อในพระเจ้าหลังการปกครองพันปี ก่อนที่จะมีการพิพากษาใหญ่ (20:5,13)
การเป็นขึ้นจากความตาย
การเป็นขึ้นจากความตายสามารถลำดับตามเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ได้ดังนี้
1. พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นผลแรก  (1 โครินธ์ 15.23)
2.  ธรรมิกชนจำนวนหนึ่งได้เป็นขึ้น (มัทธิว 27.51-53)
3.  คริสตจักรถูกรับขึ้นไป รวมถึงธรรมิกชนของคริสตจักรที่ตายไปแล้วและการเปลี่ยนแปลงกายใหม่ของธรรมิกชนที่ยังมีชีวิตอยู่ (1 เธสะโลนิกา 4.13-18)
4.  การเป็นขึ้นจากตายของพยานทั้งสองที่เกิดในช่วงทุกขเวทนาครั้งใหญ่ (วิวรณ์ 11.3, 11)

5.  การเป็นขึ้นของผู้พลีชีพเพื่อพระคริสต์ในช่วงแห่งทุกขเวทนาครั้งใหญ่ (วิวรณ์ 20.4-5) และธรรมิกชนในพันธสัญญาเดิม (อิสยาห์ 26.19-21, เอเสเคียล 37.12-14, ดาเนียล 12.2-3)

งานอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก

สัปดาห์ที่ 16     งานอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก               ชั้น พระธรรมวิวรณ์ คริสตจักรพลับพลา
งานอภิเษกสมรสของพระเมษปโดกกับเสียงร้องฮาเลลูยา   บทที่ 19.6-10
                หลังจากที่นครบาบิโลนล่มสลายแล้วในบทที่ 18 นั่นคือความทุกขเวทนาครั้งใหญ่บัดนี้ได้สิ้นสุดแล้ว  บนสวรรค์นั้นมีเสียงร้อง ฮาเลลูยา คือ สรรเสริญพระเจ้า    คำว่า ฮาเลลูยา มาจากคำฮีบรูในพันธสัญญาเดิม     ปรากฏในพันธสัญญาใหม่เพียง 4 ครั้งเท่านั้น     และทั้ง 4 ครั้งอยู่ในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 19 (ข้อ 1, 3, 4, 6) เพราะนี่เป็นเวลาแห่งความชื่นชมยินดีและชัยชนะ
                1. ยอห์นได้ยินเสียงดังกึกก้องดุจฝูงชนจำนวนมากในสวรรค์ร้อง ฮาเลลูยา เพราะการพิพากษาที่เที่ยงตรงและยุติธรรมของพระองค์ (19:1) เป็นเสียงของเหล่าผู้พลีชีพเพื่อพระคริสต์ในช่วงเวลาแห่งทุกขเวทนาครั้งใหญ่  สำหรับคนเหล่านี้ การพิพากษาลงโทษบาบิโลนหมายถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ คือ หญิงแพศยาที่ได้หลอกลวงและได้ฆ่าผู้ชอบธรรม
                2. เมื่อพวกเขาร้องครั้งที่สองว่า ฮาเลลูยา ไฟที่เกิดจากนครนั้นก็ลุกอยู่ตลอดไป นั้นหมายถึง โลกมนุษย์ที่ชั่วร้ายคือนครบาบิโลนจะถึงกาลอวสานอย่างเด็ดขาด ไม่มีวันที่จะฟื้นคืนขึ้นมาอีก
                3. ผู้อาวุโส 24 คนกับผู้มีชีวิตทั้งสี่ร้อง อาเมน ฮาเลลูยา ผู้อาวุโสเหล่านี้อยู่ในสวรรค์ก่อนแล้ว  พวกเขาต่างก็แสดงความเห็นที่ให้สรรเสริญพระเจ้า เพราะความเที่ยงตรงและยุติธรรมของพระองค์ นอกจากนั้นยังมีเสียงจากพระที่นั่งกำชับให้ผู้รับใช้พระเจ้าทุกคนจงสรรเสริญพระเจ้า (19:4-5) ผู้รับใช้ในที่นี้หมายถึงคริสเตียนทุกคน
                4. ฝูงชนเป็นอันมากดุจเสียงน้ำมากหลายและดุจเสียงฟ้าร้องสนั่น ได้ร่วมกันร้องว่า ฮาเลลูยา เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดทรงครอบครองอยู่ และถึงเวลาพิธีมงคลสมรสของพระเมษโปดกกับคริสตจักรของพระองค์ เจ้าสาวคือคริสตจักรที่เตรียมพร้อมแล้ว (19:6-7)
                พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด เป็นคำแสดงถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าที่ทรงเป็นพระผู้สร้างและครอบครองสรรพสิ่งทั้งปวงตลอดไปเป็นนิตย์  ไม่ว่าจะเป็นประชาชาติ ธรรมชาติ ดวงดาวและสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง เพราะฉะนั้นคำนี้ถูกใช้อย่างน้อย 9 ครั้งในพระธรรมวิวรณ์  ดังนี้
·        พระเจ้าผู้ทรงอยู่เดี๋ยวนี้ ผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน ผู้จะเสด็จมานั้น และผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ได้ตรัสว่าเราเป็น อัลฟา และโอเมกา (1:8)
·        บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ทรงดำรงอยู่บัดนี้ และผู้ทรงอยู่ในกาลก่อน ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบันและผู้ซึ่งจะเสด็จมา (4:8)
·        ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ทรงดำรงอยู่บัดนี้ และผู้ทรงอยู่ในกาลก่อน (11:17)
·        ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด   พระราชกิจของพระองค์ใหญ่ยิ่งและมหัศจรรย์นัก   ข้าแต่องค์พระมหากษัตริย์แห่งประชาชาติทั้งปวง    วิธีการทั้งหลายของพระองค์ยุติธรรมและเที่ยงตรง (15:3)
·        จริงอย่างนั้น พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด การพิพากษาของพระองค์เที่ยงตรง และยุติธรรมแล้ว (16:7)
·        ด้วยว่าผีเหล่านั้นเป็นผีร้ายกระทำหมายสำคัญ มันออกไปหากษัตริย์ทั้งปวงทั่วพิภพเพื่อให้บรรดากษัตริย์เหล่านั้นร่วมกันทำสงครามในวันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด (16:14)
·        ฮาเลลูยา เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดทรงครอบครองอยู่ (19:6)
·        พระองค์ทรงครอบครองเขาด้วยคทาเหล็ก พระองค์ทรงเหยียบบ่อย่ำองุ่น แห่งพระพิโรธอันเฉียบขาด ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด (19:15)
·        ข้าพเจ้าไม่เห็นมีวิหารในนครนั้นเลย เพราะพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด และพระเมษโปดกทรงเป็นพระวิหารในนครนั้น (21:22)
·        ในงานอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก เจ้าสาวคือ คริสตจักร สวมผ้าป่านเนื้อละเอียด คือ ความประพฤติอันชอบธรรมของธรรมมิกชน ซึ่งได้จากเจ้าบ่าว คือ พระเมษโปดก (19:8) โดยพระโลหิตของพระองค์ คริสตจักรจึงนับเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า  ในพระคัมภีร์ การสมรสมักเป็นสิ่งที่อธิบายถึงความสัม พันธ์ระหว่างธรรมิกชนกับพระเจ้า เช่นในพระธรรมโฮเชยา ในพระคัมภีร์เดิม และพระคริสต์กับคริสตจักรในพระคัมภีร์ใหม่  ภาพชีวิตแต่งงานเป็นภาพแห่งความสัมพันธ์สนิทระหว่างพระเจ้ากับชนชาติของพระองค์
คริสเตียนได้หมั้นไว้กับพระคริสต์โดยความเชื่อ และกำลังรอวันที่พระคริสต์จะเสด็จกลับมาเพื่อรับเจ้าสาวไป          กับพระองค์ และเข้าสู่งานมงคลสมรสที่ยั่งยืนนิรันดร์
สิ่งที่น่าสังเกตสองประการจากพระธรรมวิวรณ์ตอนนี้
1. ความเจริญสุขมีแก่คนทั้งหลายที่ได้รับเชิญมาในงานอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก
                จาก พระธรรมตอนนี้แสดงว่าในงานอภิเษกสมรสของพระเมษโปดก นอกจากมีพระคริสต์ทรงเป็นเจ้าบ่าวและ คริสตจักรเป็นเจ้าสาวแล้ว ยังมีผู้ที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานอภิเษกสมรสด้วย คนเหล่านี้น่าจะเป็นคนละกลุ่มกับคริสตจักรหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก  มีความเห็นจากนักวิชาการหลายท่าน เช่น
o   ฟิลิป เอดช์คัมบ์ ฮักเจส (Philip Edgcumbe Hughees) พยายามอธิบายว่าเจ้าสาวคือ คริสตจักรนั้นประกอบไปด้วยคนมากมายจากหลายที่ ซึ่งรวมถึงคนทั้งหลายที่ได้รับเชิญมาในงานพระเมษโปดกนั้นด้วย แต่ก็มีนักวิชาการอีกไม่น้อยที่ตั้งข้อสงสัยว่าบทบาทของคริสตชน คือ เจ้าสาว และเจ้าสาวกับแขกที่ได้รับการเชื้อเชิญมาร่วมงานไม่น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน
o   วอร์เรน ดับเบิลยู ไวส์บี บอกว่าแน่นอนที่เจ้าสาวไม่ใช่ผู้ที่ถูกเชื้อเชิญและคนเหล่านี้น่าจะหมายถึง ผู้ชอบธรรมในสมัยพระคัมภีร์เดิมและธรรมมิกชนในช่วงภัยพิบัติ
o   จอห์น เอฟ วาลวูรด์ อธิบายเรื่องนี้ง่ายๆ ว่าคริสตจักรเป็นเจ้าสาวเป็นเจ้าภาพร่วมกับเจ้าบ่าว ผู้ที่มาเป็นแขกประกอบด้วยเหล่าทูตสวรรค์และธรรมมิกชนอื่นที่แตกต่างจากเจ้าสาว ความแตกต่างนี้ไม่ใช่ความแตกต่างเรื่องพระพร แต่เป็นความแตกต่างเรื่องแผนการที่พระพระได้ทรงกำหนดไว้สำหรับแต่ละคน
2. ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นพระวจนะแท้ของพระเจ้า
                ทูตสวรรค์กล่าวกับยอห์นเช่นนี้ คงมีวัตถุประสงค์ยืนยันว่านิมิตที่ยอห์นได้ยินนั้นเป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และในข้อที่ 10 ที่ว่า คำพยานกล่าวถึงพระเยซูนั้นเป็นหัวใจของการเผยพระวจนะ เป็นการชี้ให้เห็นชัดเจนว่าคำพยากรณ์ที่มีไม่ว่าในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและในภาคพันธสัญญาใหม่ต่างก็เล็งถึงพระเยซูคริสต์  มีพระองค์ทรงเป็นศูนย์กลางของเนื้อหาในพระวจนะ และนี่ก็เป็นการเตรียมการต้อนรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์  ยอห์นใช้คำว่า ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นพระวจนะแท้ของพระเจ้า เป็นคำยืนยันถึงความสำคัญของนิมิตที่ยอห์นได้รับ 
                ยอห์นซาบซึ้งและประทับใจจนท่านต้องทรุดตัวลงแทบเท้าทูตสวรรค์เพื่อนมัสการท่าน แต่ทูตสวรรค์นั้นได้ห้ามยอห์นและเร่งเร้าให้ยอห์นนมัสการพระเจ้าเท่านั้น เพราะทูตสวรรค์เป็นแต่เพียงเพื่อนผู้รับใช้  พระธรรมข้อนี้ทำให้เรารู้ว่า มนุษย์ไม่สมควรไปกราบไหว้หรือนมัสการทูตสวรรค์ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างเช่นกัน
การเสด็จมาของพระคริสต์ ทรงม้าสีขาว
                การเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสต์เกิดขึ้นตามตัวอักษรและสำเร็จในประวัติศาสตร์มาแล้วฉันใด   การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระองค์ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะสำเร็จตามตัวอักษรฉันนั้น
                ภาพที่ยอห์นได้เห็นต่อมาคือ สวรรค์เปิดออก
Ø พระคริสต์ผู้ทรงม้าขาวพร้อมด้วยพลโยธาในสวรรค์ได้ลงมายังโลกนี้ เราจะเห็นว่าไม่ใช่คนเดียวกับ ผู้ขี่ม้าขาวใน วิวรณ์ 6.2 เพราะนั่นคือจ้าวผู้ครองโลกในช่วงทุกขเวทนาครั้งใหญ่  แต่ในข้อนี้พระองค์ผู้ทรงม้าขาวคือผู้ครอบครองที่มาจากสวรรค์  ม้าขาว  เล็งถึงการเสด็จมาด้วยชัยชนะของพระคริสต์ ( เป็นธรรมเนียมของชาวโรมันที่แม่ทัพจะขี่ม้าขาวกลับจากการทำศึกที่ได้รับชัยชนะ )
Ø พระนามของพระองค์คือ สัตย์ซื่อและสัตย์จริง  ดังที่ยอห์นได้ประกาศว่า พระองค์พิพากษาและทรงกระทำสงครามด้วยความเป็นธรรม  ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับสัตว์ร้ายที่อสัตย์และอธรรม มันได้สัญญากับชนชาติอิสราเอล แต่สามปีครึ่งให้หลังก็ทำลายสัญญานั้น มันใช้ทุกวิถีทาง ล่อลวงให้ประชาชาติมาต่อสู้กับการเสด็จมาปกครองยังโลกของพระเยซูคริสต์ 
Ø พระเนตรของพระองค์ดุจเปลวไฟ  à ไม่มีอะไรปิดซ่อนไว้จากสายพระเนตรของพระองค์ได้ และยังแสดงถึงการลงโทษอันเฉียบขาดของพระองค์ ที่จะเผาผลาญความบาปชั่วให้สิ้นไป
Ø มงกุฎหลายอัน à สิทธิในการปกครองและครอบครอง
Ø พระนามจารึกไว้ไม่มีใครรู้จักเลยนอกจากพระองค์เอง à พระคริสต์ทรงเป็นผู้ที่เกินกว่าจะพรรณนา
Ø ฉลองพระองค์จุ่มเลือด à พระองค์เสด็จมาในฐานะผู้พิพากษา (ไม่ใช่เลือดของพระองค์)
Ø พระองค์ได้ใช้พระแสงจากพระโอษฐ์ทำลายบรรดานานาชาติ ที่มาทำสงครามกับพระองค์โดยการนำของสัตว์ร้ายและผู้นำปลอมเป็นผู้เผยพระวจนะ (16:14-16) พระวจนะเป็นดาบ (ฮีบรู 4.12) พระเยซูเป็นพระวาทะ
Ø มีพระนามจารึกที่ฉลองพระองค์และที่ต้นขาว่า จอมกษัตริย์และจอมเจ้านาย (King of King, Lord of Lords ) เป็นชื่อบ่งบอกความเป็นเอกของพระเยซูคริสต์   (1 ทิโมธี 6:14-16)
Ø ทูตสวรรค์ยืนบนดวงอาทิตย์และประกาศให้ฝูงนกมากินซากศพ à ผู้คนนับล้านๆจะถูกทำลาย
Ø  ผลของสงครามอารมาเกดโดน คือสัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะปลอมถูกจับทิ้งลงไปในบึงไฟที่ไหม้ด้วยกำมะถัน ส่วนทหารนั้นถูกฆ่าด้วยพระแสงที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และมีทูตองค์หนึ่งถือกุญแจบาดาลและโซ่ใหญ่ออกมาจับพญามารมัดไว้และทิ้งลงในบาดาล  ลั่นกุญแจประทับตราไม่ให้มันออกมาล่อลวงประชาชนได้อีกต่อไปเป็นเวลา 1000 ปี นี่เป็นการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์ยังแผ่นดินโลก
ภาพเปรียบเทียบที่น่าสนใจพระธรรมวิวรณ์ คือ การใช้ผู้หญิงเพื่อการอุปมาอุปไมย
                1. ผู้หญิงที่มีดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์ มีดวงจันทร์อยู่ใต้เท้า และบนศีรษะมีดาวสิบสองดวงเป็นมงกุฎ (12:1) โดยทั่วไปเชื่อว่าผู้หญิงนี้หมายถึง ชนชาติอิสราเอลที่ต้องตกอยู่ในสภาพทุกข์ยากลำบาก ถูกซาตานมุ่งทำร้าย แต่ได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า (12:13-17)
                2. ผู้หญิงที่นุ่งห่มด้วยผ้าสีม่วงและสีแดงเข้ม และประดับด้วยเครื่องทองคำ เพชรพลอยต่างๆ และไข่มุก ถือถ้วยทองคำที่เต็มด้วยสิ่งน่าสะอิดสะเอียนและของโสโครกแห่งการล่วงประเวณีของตน ตามที่พระธรรมวิวรณ์อธิบาย ผู้หญิง หมายถึง นครใหญ่ที่มีอำนาจเหนือกษัตริย์ทั้งหลายทั่วแผ่นดินโลก (17:18) แรกเริ่มนั่งอยู่บนสัตว์ร้ายสีแดงเข้มทำร้ายธรรมมิกชนที่เป็นพยานของพระเยซูคริสต์ แต่สุดท้ายเขาสิบเขา (กษัตริย์ 10 องค์) และสัตว์ร้ายกลับเกลียดชังหญิงผู้นี้ทำให้นางไร้มิตรและเปลือยกาย สัตว์ร้ายจะกินเนื้อของนางและเอาไฟเผานางเสีย (17:16-17)
                3. เจ้าสาวที่สวมผ้าป่านเนื้อละเอียดใสบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นผ้าป่านเนื้อดี หมายถึง การประพฤติอันชอบธรรมชองธรรมมิกชน โดยทั่วไปเชื่อว่า เจ้าสาวนี้คือ คริสตจักรผู้ซึ่งเตรียมพร้อมแล้ว และได้รับพระราชทานอาภรณ์ที่บริสุทธิ์เพื่อเข้าสู่พิธีมงคลสมรสกับพระเมษโปดก (19:7-8)
สังเกตจากทั้ง 3 ภาพ คือ
1. สถานภาพที่ไม่เหมือนกัน ผู้หญิงที่มีดวงอาทิตย์เป็นอาภรณ์ คือ หญิงมีครรภ์ และต่อมาจึงคลอดบุตร (12:1,5) ผู้หญิงที่นุ่งห่มด้วยผ้าสีม่วงและสีแดงเข้มเป็นผู้หญิงที่ล่วงประเวณีหรือแพศยา (17:2) และสำหรับเจ้าสาวนั้นเป็นหญิงพรหมจารีบริสุทธิ์ (2 โครินธิ์ 11:2)
2. เครื่องแต่งกายของทั้ง 3 แตกต่างกันมาก และเครื่องแต่งกายนี้ ได้แสดงถึงพฤติกรรมหรือการประพฤติที่แตกต่างกันของทั้ง 3

3. ผลสุดท้ายของทั้ง 3 ก็แตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นข้อสรุปที่ดีของชีวิตที่แตกต่างกันไม่ว่าด้านความเชื่อ และการประพฤติ 

การพิพากษา

สัปดาห์ที่ 15     การพิพากษา                                                ชั้น พระธรรมวิวรณ์ คริสตจักรพลับพลา
พระธรรมวิวรณ์ บทที่ 17:1 - 19:5
บาบิโลน -  ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดยนิมโรด (ปฐก 10.9-10)    บาเบล เป็นภาษาฮีบรู   ที่แปลว่า บาบิโลน  ลักษณะที่แท้จริงของบาบิโลนก็ปรากฏชัดในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 11 คือมนุษย์อยากจะสร้างชื่อเสียงเพื่อตัวเองโดยไม่ได้คิดถึงพระเจ้า ซึ่งในที่สุดก็นำไปถึงความวุ่นวาย   กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ได้สร้างเมืองนี้ขึ้นมาใหม่ในปี 605-562 กคศ และตรัสว่า นี่เป็นมหานครบาบิโลนมิใช่หรือ ซึ่งเราได้สร้างด้วยอำนาจใหญ่ยิ่งของเรา ให้เป็นราชฐานและเพื่อเป็นศักดิ์ศรีอันสูงส่งของเรา (ดนล 4.30)  บาบิโลนเคยเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ แต่ในที่สุดเมืองอันสง่างามนี้ก็ได้ล่มสลายลงในคืนที่เบลชัสซาร์  พระราชาได้จัดเลี้ยงใหญ่และถูกกองทัพแห่งมีเดียทำลาย
                สำหรับยอห์นแล้ว  บาบิโลนเป็นภาษารหัสของกรุงโรม ซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่มีอำนาจ โลภในทรัพย์สมบัติ  ฟุ่มเฟือย หยิ่งผยอง และทารุณพวกคริสเตียนโดยมีมารซาตานอยู่เบื้องหลัง  ในยุคปัจจุบันก็มีลักษณะเหมือนบาบิโลนหรือโรม 
                ในบทที่ 17 นี้ บาบิโลน เล็งถึงแหล่งกำเนิดของศาสนาของคนต่างชาติที่ต่อต้านความเชื่อของอิสราเอลและความเชื่อของคริสตจักร   บาบิโลนถูกมองในลักษณะของศาสนาที่มาถึงจุดสุดยอดของมัน คือ กลายเป็นศาสนาโลก
                ทูตสวรรค์องค์หนึ่งในเจ็ดองค์ที่ถือขันทั้งเจ็ดใบมาหายอห์น และเชิญให้ยอห์นดูการพิพากษาที่จะเกิดขึ้น ทำให้เข้าใจว่าเหตุการณ์ที่บันทึกในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 17 และ 18 อยู่ในช่วงเวลาการลงโทษด้วยขันทั้งเจ็ด ซึ่งน่าจะเป็นช่วงขันที่ 5 ที่ 6 หรือขันที่ 7 ก็ได้
-          ที่ว่าอยู่ในช่วงขันที่ 5 เพราะว่าเมื่อเทขันที่ 5 ลงมา อาณาจักรของสัตว์ร้ายมืดไป    อาจหมายถึงอาณาจักรบาบิโลนที่ล่มจมหายไป
-          ที่คาดว่าเป็นช่วงขันที่ 6 เพราะความต่อเนื่องจากบทที่ 17-18 ถึงบทที่ 19 ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญคือ สงครามอาร์มาเกดโดน ซึ่งอยู่ในช่วงขันที่ 6
-          ที่คาดว่าเป็นขันที่ 7 ก็เพราะมีแผ่นดินไหวครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงนี้ และมหานครถูกแยกเป็นสามส่วนมหานครนี้ หมายถึง นครบาบิโลน
1. บาบิโลนฝ่ายศาสนาถูกทำลาย
                ทูตสวรรค์ได้เชื้อเชิญให้ยอห์นเป็นพยานถึงการพิพากษาลงโทษหญิงแพศยาคนสำคัญที่นั่งอยู่บนน้ำมากหลาย ในข้อ 17.3-5  ยอห์น ถูกนำไปถิ่นทุรกันดารโดยพระวิญญาณ น่าจะหมายความว่าเขาเห็นนิมิต ไม่ได้ถูกรับตัวไป เขาได้เห็นหญิงนั้นนั่งอยู่บนสัตว์ร้ายสีแดงเข้ม มีชื่อหลายชื่อเป็นคำหมิ่นประมาทพระเจ้าเต็มไปทั้งตัว มันมีเจ็ดหัวและสิบเขา
                - หญิงชั่วนี้เป็นภาพสัญลักษณ์เล็งถึงระบบศาสนาของบาบิโลน
                - พฤติกรรมของหญิงนี้  ล่วงประเวณีกับบรรดากษัตริย์ทั่วแผ่นดินโลก (17:2) นั่นคือ พวกกษัตริย์ทั้งหลายได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบศาสนาที่หญิงนี้เป็นสัญลักษณ์เล็งถึง
                - นั่งอยู่บนน้ำมากหลาย (17:1)   คือมีอำนาจเหนือชนชาติและมวลประชาชาติ และภาษาต่างๆ (17:15)
                - เครื่องนุ่งห่มของหญิงผู้นี้ ซึ่งนุ่งห่มด้วยผ้าสีม่วงและสีแดงเข้มประดับด้วยเครื่องทองคำเพชรพลอยต่างๆ และไข่มุก (17:4) เป็นเครื่องหมายแสดงถึงพิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะการถือถ้วยทองคำเป็นภาพของการประกอบพิธีทางศาสนา
                - คำที่ใช้ว่าหญิงแพศยา สิ่งน่าสะอิดสะเอียน และการล่วงประเวณี (17:5) เป็นการบรรยายถึงการกราบไหว้รูปเคารพซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เปรียบเหมือนแม่ของสิ่งทั้งปวงที่น่าสะอิดสะเอียนของโลก บางทีเมืองใหญ่ๆในโลกปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น
                - เมามายด้วยโลหิตของธรรมิกชน เป็นภาพของพวกธรรมิกชนที่ต้องพลีชีพเพื่อรักษาความเชื่อของตน (17:6) จากเหตุผลข้างต้นจึงสรุปได้ว่าหญิงนี้ คือ บาบิโลนที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนา
                                สัตว์ร้ายที่มีเจ็ดหัวและสิบเขา  คือผู้นำทางการเมืองที่ได้รวมการปกครองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน น่าจะหมายถึงรัฐบาลโลก และผู้หญิงนั้นนั่งอยู่บนสัตว์ร้ายแสดงว่าผู้นำทางศาสนามีอำนาจหรืออิทธิพลเหนือผู้นำทางการเมือง แต่ก็เป็นเพียงระยะเดียวเท่านั้น เพราะต่อมาสิบเขาคือ ผู้นำสิบประเทศกับสัตว์ร้ายก็ได้ร่วมกันโค่นอำนาจของผู้นำทางศาสนา และรวบรวมอำนาจทางศาสนาอยู่ภายใต้อำนาจทางการเมือง (17:16-17)
                ในบทที่ 17:8-13 ได้อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่าสัตว์ร้ายที่ถูกกล่าวถึงตั้งแต่ในบทที่ 13:1 ที่มีเจ็ดหัวสิบเขา หมายถึงอะไร เจ็ดหัว คือ กษัตริย์เจ็ดองค์ ซึ่งห้าองค์ได้ล่วงลับไปแล้ว องค์หนึ่งกำลังเป็นอยู่ และอีกองค์หนึ่งยังไม่ได้เป็นขึ้น และเมื่อเป็นแล้วจะต้องดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง (17:10)  บางคนตีความว่า กษัตริย์เจ็ดองค์อาจจะเป็นพระราชาของอาณาจักรเจ็ดอาณาจักรที่รุ่งเรืองในโลก ได้แก่ 1) อียิปต์  2) อัสซีเรีย  3) บาบิโลน  4) เปอร์เซีย  5) กรีซ  6) โรม และอาณาจักรที่เจ็ดจะมาถึงในยุคสุดท้าย กษัตริย์ที่ 1) - 5) ได้จบสิ้นไปแล้วคือตั้งแต่อียิปต์จนถึงกรีซ ในยุคของยอห์น คือโรมกำลังครอบครองอยู่  และกษัตริย์องค์ที่เจ็ดจะเกิดขึ้นในยุคสุดท้ายและจะดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
                สัตว์ร้ายที่เป็นแล้วเมื่อก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เป็นนั้นก็เป็นที่แปด แต่ก็ยังเป็นองค์หนึ่งในเจ็ดองค์นั้นและจะไปสู่ความพินาศ  สัตว์ร้ายหรือปฏิปักษ์ของพระคริสต์ซึ่งจะปรากฏขึ้นในอนาคต ได้แก่ผู้ที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับกษัตริย์เจ็ดองค์ที่มาก่อน เขาจะเป็นเหมือนกษัตริย์นีโรที่โหดร้ายและชั่วช้า ซึ่งได้ข่มเหงและฆ่าคริสเตียน สัตว์ร้ายนี้เป็นลำดับที่แปด แต่ก็ยังเป็นองค์หนึ่งในเจ็ดองค์ จึงเป็นไปได้ที่เขาจะครอบครองสองครั้ง
                สิบเขาคือกษัตริย์สิบองค์ที่ยังไม่ได้เสวยราชสมบัติ แต่จะรับอำนาจอย่างกษัตริย์ด้วยกันกับสัตว์ร้ายนั้นหนึ่งชั่วโมง (17:12) à ในยุคสุดท้ายก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมา สัตว์ร้ายนั้นจะครอบครองเหนือทั้งโลก โดยมีกษัตริย์สิบองค์ที่จะมีส่วนในการครอบครองด้วย ตอนนี้เรายังไม่สามารถรู้ได้ว่ากษัตริย์สิบองค์นี้คือใคร มาจากประเทศไหนบ้าง หลายคนเคยคิดว่าอาจจะเป็นสมาชิกขององค์การตลาดร่วมทางเศรษฐกิจแห่งยุโรป     แต่ปัจจุบันองค์การนี้มีสมาชิก มากกว่าสิบประเทศแล้ว แต่ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจจะมีบางประเทศถอนตัวก็ได้  และเมื่อเหตุการณ์ต่างๆในสังคมโลกดำเนินไป คริสเตียนก็จะเข้าใจและเห็นได้ว่าแผนการของพระเจ้าที่ได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าก็กำลังจะสำเร็จ
                ส่วนที่กล่าวถึงสงครามที่เหล่ากษัตริย์จะกระทำกับพระเมษโปดกและพระเมษโปดกจะทรงมีชัยชนะ (17:14) คงเป็นสงคราม อารมาเกดโดน  แท้ที่จริงแล้วการข่มเหงและการต่อต้านคริสเตียนนั้น นับว่าเป็นการต่อสู้กับพระเยซูโดยตรง เพราะคริสเตียนคือพระกายของพระองค์ และพระองค์ทรงรักและหวงแหนคริสตจักรของพระองค์
                ในข้อที่ 15-17 จะเห็นว่าหญิงแพศยานั้นจะถูกทำลายโดยสัตว์ร้ายและเขาสิบเขา 
                ดู มาระโก 3.26 à ชี้ให้เห็นว่าอำนาจและอาณาจักรของมารเริ่มเสื่อมสูญ เพราะในที่สุดพระเจ้าจะทรงใช้ความชั่วลงโทษความชั่วอีกกลุ่มหนึ่ง  ในตอนแรกการปกครองของหญิงแพศยาหรือนครใหญ่นั้นจะได้รับการสนับสนุน แต่ภายหลังสัตว์ร้ายเห็นว่าหญิงนั้นอาจจะท้าทายอำนาจและแผนการของมัน จึงได้ร่วมกับกษัตริย์ทั้งสิบทำลายหญิงนั้น
                ข้อ 18  และผู้หญิงที่ท่านเห็นนั้นก็คือนครใหญ่   ที่มีอำนาจเหนือกษัตริย์ทั้งหลายทั่วแผ่นดินโลก 
            - นครใหญ่ อาจจะหมายถึง บาบิโลนที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่ในยุคสุดท้าย (ในประเทศอิรัก)
            - นครใหญ่ อาจจะหมายถึงกรุงโรมที่เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค ที่มีเครือข่ายโบสถ์และบาทหลวงอยู่ทั่วทุกมุมโลก
            - นครใหญ่ อาจจะเป็นเมืองหนึ่งเมืองใดในโลกในยุคสุดท้ายที่มีฐานะเมืองหลวงเหมือนบาบิโลน ที่คนทั้งหลายไม่พึ่งพาพระเจ้าและมีอิทธิพลอยู่เหนือทุกประชาชาติ


2. มหานครบาบิโลนล่ม 18:1-19:5
                ในช่วงก่อนที่มหานครบาบิโลนจะล่ม ยอห์นได้ยินเสียงร้องที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแยกแยะได้เป็นสี่ประเภทด้วยกัน
                1. เสียงแห่งการลงโทษ (18:1-3)
                เสียงร้องดังกึกก้องจากทูตสวรรค์ว่า บาบิโลนล่มจมแล้วนครนี้ได้กลายเป็นที่อาศัยของความชั่วทั้งปวง โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับศาสนา เพราะประชาชาติได้มัวเมาหลงไหลกับนครนี้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่เต็มไปด้วยการบูชารูปเคารพและเต็มไปด้วยความผิดบาป บาปของนครนี้ได้กองสูงขึ้นถึงสวรรค์แล้ว (18:5)
                2. เสียงเรียกให้แยกออกจากนครนี้ (18:4-8)
                เสียงเรียกจากสวรรค์บอกให้ชนชาติของพระเจ้าให้ออกจากนครนี้ (18:4)   เพื่อพวกเขาจะได้ไม่มีส่วนในความ
ผิดบาปของนครนี้ และจะได้ไม่ต้องรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับนครนี้ และภัยพิบัตินี้ได้แก่ โรคระบาด ความระทมทุกข์ การกันดารอาหาร และไฟจะเผานครนี้จนพินาศสิ้นภายในวันเดียว (18:8)    บาบิโลนที่เคยเย่อหยิ่งทะนงใจว่าตนอยู่อย่างราชินี (ยิ่งใหญ่มั่นคง มีพร้อมทุกสิ่ง) ไม่ใช่หญิงม่าย (ต่ำต้อย ไร้ที่พึ่ง ขาดแคลน) แต่เพียงวันเดียวทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
                3. เสียงร่ำไห้คร่ำครวญ (18:9-19)
                จากเหตุการณ์ความพินาศของบาบิโลนได้ทำให้มีคนสามกลุ่มที่พิลาปร่ำไห้และคร่ำครวญ
                - บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกที่ผูกพันกับมหานครนี้ พวกเขาร่ำไห้เพราะเห็นความพินาศของบาบิโลน และกลัวภัยแห่งการทรมานนครนั้นจะถึงตน (สะท้อนภาพว่าบาบิโลนเป็นศูนย์กลางทั้งด้านศาสนาและการเมือง)
                - บรรดาพ่อค้าในแผ่นดินโลก พวกเขาร่ำไห้ เพราะนครนี้เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ มีการค้าขายทุกชนิดแม้ชีวิตมนุษย์ พวกเขาทั้งหลายกลายเป็นคนมั่งมีเพราะนครนี้ แต่บัดนี้ทุกอย่างก็พินาศสูญสิ้น และพวกเขาก็กลัวภัยจากการทรมานนครจะถึงตนด้วย
                - บรรดาเรือ ผู้มีอาชีพทางทะเลทั้งหลาย ต่างก็โปรยผงลงศีรษะของตนและร้องไห้คร่ำครวญ เพราะพวกเขากลายเป็นคนมั่งมีได้เพราะนครนี้ บัดนี้กลายเป็นนครร้างเปล่าแล้ว และพวกเขาก็กลัวภัยพิบัติจากนครนี้จะถึงตนด้วย (สะท้อนภาพให้เห็นว่าบาบิโลนเป็นศูนย์กลางคมนาคมของโลก)
น่าสังเกต   คือคนเหล่านั้นทุกกลุ่มต่างก็ยืนอยู่แต่ห่างเพราะกลัว (18:10,15,17) ต่างก็คร่ำครวญว่า วิบัติแล้ว วิบัติแล้ว (18:10,16,19) ต่างก็บอกว่า ภายในชั่วโมงเดียวเท่านั้น (18:10,17,19) และภาพที่ทุกกลุ่มร่ำไห้คร่ำครวญแสดงออกถึงการหวั่นวิตกในผลประโยชน์ของตนมากกว่า
                4. เสียงแห่งความชื่นชนยินดี (18:20-24)
                หลังจากเสียงพิลาปร่ำไห้ของบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบาบิโลนแล้ว เสียงที่ยอห์นได้ยินคือ การเชิญชวนคนของพระเจ้าให้ร่าเริงเพราะพระเจ้าได้ทรงพิพากษานครนี้แล้ว นครนี้ได้ฆ่าคนของพระเจ้ามากมาย (18:24) ตรงข้ามกับเสียงความชื่นชมยินดีบนสวรรค์คือ ความว่างเปล่า และเงียบสงบของบาบิโลนเพราะบาบิโลนถูกกลืนหายลงไปในทะเลเหมือนหินโม่ใหญ่ที่ถูกทุ่มลงในทะเล   ความสนุกสนานวิทยาการต่างๆ   การงานทั้งหลายและความร่าเริงจะหมดหายไป (18:22-23)
                บาบิโลนมีความเป็นมาอย่างไร  และในพระธรรมวิวรณ์ยอห์นต้องการชี้ว่ามหานครบาบิโลน คือที่ไหน นี่เป็นคำถามที่ยังคงแสวงหาคำตอบ
                เริ่มจากพระธรรมปฐมกาลบทที่ 10 ได้บันทึกว่า นิมโรด พรานใหญ่ยิ่งต่อพระพักตร์พระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างเมืองบาบิโลน (ปฐมกาล 10:9-10) บาบิโลนตั้งอยู่ในแผ่นดินชินาร์ (ปฐมกาล 10:10) ซึ่งเป็นที่ตั้งเดียวกับหอบาเบล (ปฐมกาล 11:1-9) และเป็นที่ราบอันอุดมสมบูรณ์บริเวณแม่น้ำยูเฟรติส บาบิโลนได้กลายเป็นจักรวรรดิภายใต้การนำของกษัตริย์ฮัมมูราบี (Hammurabi) ในช่วงก่อนคริสตศักราช.1726 - 1686 และเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องกฎหมายของฮัมมูราบีซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก แต่ช่วงที่บาบิโลนรุ่งเรืองที่สุดนั่นอยู่ในช่วงของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ก่อนคริสตศักราช 600 ทรงสร้างเมืองขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนลอยฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณ และชนชาติอิสราเอลถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยอยู่ที่บาบิโลน ในปีก่อนคริสตจักรศักราช 587 จักรวรรดิบาบิโลนได้ล่มสลายลงเมื่ออาณาจักรมีเดียเข้ามายึดครอง ต่อมาตกอยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย, กรีก, โรม ปัจจุบันบาบิโลนอยู่ในประเทศอิรัก สวยลอยฟ้าเป็นเมืองโบราณ หรือพิพิธภัณฑ์สถาน
สำหรับคริสตจักรในยุคแรก หรือช่วงเวลาของยอห์นผู้เขียนพระธรรมวิวรณ์ มหานคร บาบิโลนเป็นภาษาสัญลักษณ์ หมายถึง อาณาจักรโรม แต่ขณะเดียวกันก็จะเกี่ยวข้องกับความเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร นิมิตที่ยอห์นได้รับ เสียงจากทูตสวรรค์ที่ประกาศว่า บาบิโลนมหานครนั้นล่มจมแล้ว (14:8) วิบัติแล้ว วิบัติแล้ว บาบิโลนมหานครที่ยิ่งใหญ่ เจ้าได้รับการพิพากษาโทษให้พินาศไปภายในชั่วโมงเดียวเท่านั้น (18:10) มหานครบาบิโลนที่เอ่ยถึงนี้น่าจะหมายถึง ประเทศหรืออาณาจักรไหนกันแน่ มีผู้ให้ข้อคิดเห็นแตกต่างกันมากมาย พอสรุปได้อย่างน้อย 3 แห่งด้วยกัน
                1. อาณาจักรโรมที่ถูกฟื้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจหมายถึงกลุ่มประเทศในยุโรปที่จะรวมตัวกันเป็นสหราชอาณาจักร เหมือนอาณาจักรเดียวกันที่ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางต่างๆ ของโลก เมื่อการคมนาคมของยุโรปได้ผูกพันเป็นเอกภาพและเงินยูโรถูกใช้เป็นสกุลเดียวกันทั่วยุโรป ภาพของยุโรปเป็นอาณาจักรโฉมใหม่เริ่มถูกกล่าวถึงมากขึ้น
                2. อาณาจักรบาบิโลนที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจหมายถึง ประเทศในตะวันออกกลาง อิรักหรืออิหร่านที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกอาหรับก่อนแล้วขยายครอบคลุมไปทั่วโลก
                3. มหาอำนาจประเทศหนึ่งในโลกนี้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนาและการอำนาจทางการเมือง หลังจากค่ายคอมมิวนิสต์ในยุโรปและสหภาพรัสเซียล่มสลายแล้วมีมหาอำนาจเดียว
ที่เหลืออยู่ คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลกและมีอิทธิพลทางทหารและอาวุธมากที่สุด
ของโลกทุกวันนี้
                เหตุการณ์ต่างๆในบทที่ 17 จะสำเร็จลงในช่วงกลางของระยะเวลาแห่งกลียุค 7 ปี  ในขณะที่เหตุการณ์ต่างๆของบทที่ 18 จะเกิดขึ้นในตอนท้ายสุดของกลียุค 7 ปี  คือเกิดขึ้นในทันทีก่อนการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์  การทำลายกรุงบาบิโลนเป็นเหมือนเฮือกสุดท้ายของเวลาของพวกผู้ต่อต้านพระคริสต์ 
                บทที่ 17 และ บทที่ 18 ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวด้านศาสนาและการเมืองโลกในช่วงสุดท้ายของกลียุคเจ็ดปี  บัดนี้เวทีถูกเตรียมไว้พร้อมแล้วที่จะนำมาซึ่งจุดสูงสุดของหนังสือวิวรณ์ นั่นก็คือ....................................
...............................................................................................การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์   ในบทที่ 19